วิเคราะห์ข่าว
เอดส์-มหันตภัยต่อมนุษย์ชาติ
สหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันเอดส์โลก” สำหรับปีนี้ประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยได้จัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันโรคเอดส์เพราะเอดส์ป้องกันได้ แต่ถ้าเป็นแล้วตายอย่างเดียว เพียงแต่จะตายเร็วหรือตายช้าเท่านั้น
สหประชาชาติถือว่าโรคเอดส์เป็นภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ต่อความมั่นคงของโลกและมนุษยชาติ เพราะเอดส์เป็นโรคระบาดที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั่วโลก ในขณะที่เราบอกว่าโลกยุคปัจจุบันเป็นโลกไม่มีพรมแดน เอดส์ก็ไม่มีพรมแดนเช่นกันเอดส์ไม่มีเชื่อชาติและสัญชาติ ไม่ต้องถือหนังสือเดินทางและวีซ่า เอดส์สามารถเดินทางไปได้ทุกแห่งในโลก ถ้าใครไม่ระวังตัวจะถูกเอดส์โจมตีทันที
สหประชาชาติมีสถิติล่าสุดเกี่ยวกับคนได้รับเชื้อเอชไอวี หรือพูดภาษาชาวบ้านคือเชื้อเอดส์ตั้งแต่เริ่มติดเชื้อจนกระทั่งถึงระยะสุดท้ายแต่ยังไม่ตาย ทั้งพวกที่เป็นมานานแล้วและพวกที่เพิ่งได้รับเชื้อทั่วโลกในปี 2550 ลดจากที่ประเมินไว้ในปีก่อนๆ จากเกือบ 40 ล้านคน เหลือ 33.2 ล้านคน ซึ่งสหประชาชาติบอกว่าการรณรงค์ได้ผล แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ยังไม่ค่อยเชื่อตัวเลขนี้
ในจำนวนคนติดเชื้อเอดส์ทุกขั้น 33.2 ล้านคนนี้ เป็นผู้ใหญ่ชาย-หญิง 30.8 ล้านคน เป็นผู้หญิง 15.4 ล้านคน เป็นเด็ก 2.5 ล้านคน เป็นผู้ได้รับเชื้อรายใหม่ในปี 2550 จำนวน 2.5 ล้านคน เป็นผู้ใหญ่ได้รับเชื้อรายใหม่ 2.1 ล้านคน เด็ก 420,000 คน ในปี 2550 มีคนที่เป็นเอดส์ตายไปแล้ว 2.1 ล้านคน เป็นผู้ใหญ่ 1.7 ล้านคน และเด็ก 330,000 คน ถ้านับรวมคนไข้ที่ตายเพราะเอดส์ตั้งแต่ปี 2524 ซึ่งตรวจพบโรคเอดส์เป็นครั้งแรกจนถึงปี 2550 รวมทั้งหมด 25 ล้านคน เฉพาะในทวีปแอฟริกามีเด็กกำพร้าจากพ่อแม่ตายเพราะเอดส์จำนวน 12 ล้านคน เมื่อสิ้นปี 2549 ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์คิดเป็นร้อยละ 50 ของผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อเอดส์ทั่วโลก หรือคิดเป็นร้อยละ 61 ในแอฟริกาตอนใต้ ส่วนคนหนุ่มสาวอายุต่ำกว่า 25 ปี ที่ได้รับเชื้อครั้งแรกคิดเป็นร้อยละ 50 ของคนได้รับเชื้อครั้งแรกทั่วโลก
ในปี 2550 ทวีปแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราลงมามีคนติดเชื้อเอดส์มากที่สุดเช่นเคย คือประมาณ 22.5 ล้านคน เอเชีย 4.9 ล้านคน ยุโรปตะวันออกและเอเชียกลาง 1.6 ล้านคน ลาตินอเมริกา 1.6 ล้านคน อเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตก และยุโรปกลางรวมกัน 2.1 ล้านคน ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ 380,000 คน ประเทศแถบทะเลแคริบเบียน 230,000 คน และย่านโอเชียเนีย ซึ่งรวมออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ 75,000 คน
วงการแพทย์บอกว่าเชื้อเอดส์เริ่มจากแอฟริกา จากลิงสู่คน เมื่อแอฟริกาเป็นแหล่งเริ่มต้นจึงไม่ประหลาดใจที่ประเทศในแอฟริกาที่ประชาชนยากจน การศึกษาต่ำจะได้รับเชื้อเอดส์มากที่สุดในโลก เฉพาะในประเทศแอฟริกาใต้ประเทศเดียวมีคนเป็นเอดส์กว่า 5 ล้านคน ส่วนในเอเชีย อินเดียมีคนได้รับเชื้อเอดส์และยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 2.5 ล้านคน แม้แต่ในสหภาพยุโรป การแพร่กระจายโรคเอดส์เพิ่มขึ้นจากปี 2542 ประมาณ 2 เท่าในปีที่แล้ว โดยมีคนได้รับเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้นจาก 28.8 คนใน 1,000 คนในปี 2542 เป็น 57.5 คนในปี 2549 เอสโตเนียมีการแพร่กระจายโรคเอดส์มากที่สุด โดยมีคนได้รับเชื้อเอดส์ 504 คนใน 1,000 คน รองลงมาคือโปรตุเกส 205 คน อังกฤษ 148.8 คน ลัตเวีย 130.3 คน ลักเซมเบิร์ก 118.9 คนใน 1,000 คน ส่วนประเทศในสหภาพยุโรปที่มีคนติดเชื้อเอดส์จำนวนน้อยคือ บัลแกเรีย สาธารณรัฐเช็ก โรมาเนีย ฮังการี และสโลวาเกีย
ปี 2549 สหภาพยุโรปมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มารับการรักษาตัว 26,220 คน อังกฤษ มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 8,925 คน ฝรั่งเศส 5,750 คน และเยอรมนี 2,718 คน ส่วนประเทศที่มีผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่จำนวยน้อยที่สุดคือ สโลวาเกีย โดยได้รับรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียง 27 คนเท่านั้น
เอดส์เป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติของโลก ดังนั้น องค์กรโลก เช่น สหประชาชาติจึงเป็นแกนกลางในการรณรงค์ต่อต้านการแพร่กระจายของโรคเอดส์ โดยทุกประเทศในโลกต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาดังกล่าวปีนี้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศให้ความช่วยเหลือด้านการเงินในโครงการต่อสู้โรคเอดส์ของสหประชาชาติเพิ่มเป็น 2 เท่า จาก 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 5 ปีที่ผ่านมา เป็น 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับ 5 ปีข้างหน้า
จีนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการแพร่กระจายเชื้อเอดส์อย่างรวดเร็ว คนจีนได้รับเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้นในจำนวนที่น่าตกใจ ปีนี้จีนได้จัดโครงการรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์ในหลายมณฑล ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ยอมเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วยตนเองโดยไปเยี่ยมเยียนคนที่เป็นโรคเอดส์ที่รักษาตัวอยู่ตามศูนย์บางแห่ง และมีการสัมผัสมือกับคนเป็นโรคเอดส์โดยไม่รังเกียจ พร้อมกับเรียกร้องให้คนจีนอย่าทำตัวรังเกียจเพื่อนร่วมชาติที่เป็นโรคเอดส์
เอดส์เป็นโรคที่ไม่เข้าใครออกใคร ไม่ใช่เฉพาะคนจน คนที่มีการศึกษาน้อยเท่านั้นที่ได้รับเชื้อเอดส์ แม้แต่คนที่มีรายได้ปานกลาง-สูง และมีการศึกษาค่อนข้างดี เช่น ประเทศในยุโรปก็ยังติดเชื้อเอดส์ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกันนอกเหนือจากการร่วมเพศระหว่างชายกับหญิง และชายกับชายกับคนที่มีเชื้อเอดส์
ขณะนี้ยังไม่มีตัวยาใดรักษาโรคเอดส์ให้หายขาด นอกจากชะลอไว้เท่านั้น ในประเทศกำลังพัฒนามีผู้ติดเชื้อเอดส์จำนวน 7.1 ล้านคนที่ต้องการยาดังกล่าว แต่มีเพียง 2 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 28 เท่านั้นที่ได้รับยา สหประชาชาติต้องการงบประมาณอีกมากในการสนับสนุนการผลิตยาดังกล่าว
อย่างไรก็ดี เมื่อดูจากกราฟแท่งแสดงจำนวนผู้ได้รับเชื้อเอดส์ในแต่ละปี ตั้งแต่ปี 2524 เป็นต้นมา ระยะ 10 ปีแรกแนวโน้มเพิ่มสูง 45 องศา แต่พอเริ่มต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 แนวโน้มเริ่มชะลอตัวลง แม้จะยังไม่หยุดเพิ่มและยังไม่ลดลง แต่แนวโน้มพอมองเห็นได้ว่าถ้าสถานการณ์ยังคงเป็นอยู่เช่นปัจจุบัน ปัญหาคนติดเชื้อเอดส์น่าจะทรงตัวและค่อยๆ ลดลงในปีต่อๆ ไป เพราะทุกประเทศได้ตระหนักถึงภัยอันตรายจากโรคร้ายนี้ต่อมนุษยชน และร่วมมือกันมากขึ้นในการรณรงค์ป้องกันการแพร่กระจายของโรคเอดส์
เอดส์มีส่วนดีอย่างหนึ่งคือทำให้คนรักและแต่งงานกันได้ เช่นในกรณีคุณภราดรกับคุณนาตาลีที่ไปเยี่ยมคนป่วยโรคเอดส์ที่สถานบำบัดและพักฟื้นแห่งหนึ่ง และพบกันโดยมิได้นัดหมาย ด้วยความที่มีจิตใจเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาของคนทั้งคู่ต่อคนติดเชื้อ ทำให้ทั้งสองเข้าใจซึ่งกันและกัน และพัฒนาเป็นความรักจนนำไปสู่พิธีแต่งงานที่เป็นข่าวออกไปทั่วโลกในที่สุด ซึ่งนอกจากจะเป็นบุพเพสันนิวาสแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเอดส์เป็นสื่อนำทั้งสองมารักกันก็คงได้(จันทร์ 3 ธันวาคม 2550)