|
|
|
HRW มองสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (2) |
|
|
|
ในรายงานฉบับล่าสุดที่ออกมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2550 ของเอ็นจีโออเมริกันที่เรียกตัวเองว่า Human Right Watch (HRW) หรือฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ที่เฝ้าดูการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆทั่วโลก (ยกเว้นอเมริกา) ได้พูดถึงสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่ผมได้นำส่วนหนึ่งมาเขียนแล้วเมื่อวานนี้ วันนี้ผมจะเขียนต่อว่า HRW ได้เขียนถึงสถานการณก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จากมุมมองของนักสิทธิมนุษยชนอย่างไรบ้าง
จากการศึกษาสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ HRW แบ่งการกระทำของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนติดอาวุธเป็น 4 ประเภท คือ
ประเภทที่หนึ่ง การโจมตีมุ่งกระทำต่อชาวไทยพุทธที่ทำงานให้กับรัฐบาล
ประเภทที่สอง มุ่งโจมตีต่อพลเรือนชาวไทยพุทธ รวมทั้งประสงฆ์ เพื่อขับไล่คนไทยพุทธออกจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือบางทีก็ใช้คนไทยพุทธเป็นเป้าหมายโจมตี เพื่อตอบโต้การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ไทย
ประเภทที่สาม มุ่งโจมตีต่อคนไทยมุสลิมที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ไทย โดยอ้างว่าเป็นการลงโทษและเป็นการเตือนคนอื่นไม่ให้ทำตาม
ประเภทที่สี่ มุ่งโจมตีชาวไทยมุสลิมที่ไม่ร่วมมือกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน โดยหาว่าเป็นผู้ทรยศต่ออุดมการณ์ชาตินิยมมาเลย์และอิสลาม เป้าหมายส่วนใหญ่มักเป็นผู้นำทางศาสนา หรือพ่อแม่ที่ไม่ยอมให้ลูกหลานมาร่วมกับขบวนการเพื่อแสดงอำนาจเหนือประชาชน
เป็นที่น่าสังเกตว่า รายงานของ HRW แทบทุกฉบับไม่เคยพูดถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของขบวนการแบ่งแยกดินแดนติดอาวุธในชายแดนภาคใต้ของไทย แต่ครั้งนี้คงโดนคนไทยต่อว่ามาก จึงมีการศึกษาอย่างจริงจังโดยลงไปในพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ทั้งแกนนำกลุ่มก่อการร้ายและเจ้าหน้าที่รัฐ HRW ยอมรับว่าการกระทำของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนมีผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นอย่างมาก การฆ่าครู การเผาโรงเรียน ทำให้โรงเรียนต้องปิดและกระทบต่อการศึกษาของเด็กนักเรียน หรือต้องย้ายให้นักเรียนไปเรียนยังโรงเรียนใกล้เคียงแทน การที่กลุ่มก่อการร้ายสังหารอนามัยและบุคลากรทางสาธารณสุข รวมทั้งเผาที่ทำการอนามัย ส่งผลกระทบต่อการให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนในท้องถิ่น การที่ผู้ก่อการร้ายโจมตีขบวนรถไฟและระบบขนส่งสาธารณะทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเดินทางระหว่างจังหวัดได้สะดวก เช่นเดียวกับการที่กลุ่มก่อการร้ายทำลายระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เผาตู้โทรศัพท์สาธารณะ และระบบส่งไฟฟ้า ทำให้ประชาชนติดต่อกันทางโทรศัพท์ไม่ได้ หรือไฟฟ้าดับ ประชาชนเดือดร้อนทั่วไป
รายงานระบุว่า ขบวนการที่เป็นแกนสำคัญของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนติดอาวุธรุ่นใหม่นี้คือ BRN-Coordinate ที่นำลัทธิชาตินิยมมาเลย์ (Malay Nationalism) และลัทธิรุนแรงสุดโต่งอิสลาม (Islamist Extremism) มาผสมผสานกัน โดยเคลื่อนไหวทั้งด้านการเมือง การทหาร ศาสนา มุ่งสร้างเครือข่ายในหมู่ครูสอนศาสนาหรืออุสตาช นักเรียน โดยอ้างว่าเพื่อปลดปล่อยปัตตานี ทางการไทยประเมินว่ามีแกนนำที่ฝังตัวอยู่ในหมู่บ้านประมาณ 7,000 คน จาก 1,574 หมู่บ้าน เพื่อสร้างอำนาจรัฐในหมู่บ้านสีแดงที่แกนนำบางคนเปิดเผยว่าไม่สนใจที่จะเจรจากับทางการไทยและไม่ยอมวางอาวุธเป็นอันขาด โดยคุยว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า พวกตนจะเข็มแข็งพอจะประกาศตัวต่อสาธารณชนได้
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในขณะที่นายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบัน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประกาศนโยบายสมานฉันท์ และเปิด หน้าต่าง ไว้หลายบาน เพื่อเปิดโอกาสให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนกลุ่มต่างๆ ติดต่อเข้ามาและพร้อมจะ พูดคุย กัน แต่ BRN-C ไม่สนใจที่จะพูดคุยด้วยและไม่สนใจจะนำความสงบสุขกลับคืนสู่ประชาชนในพื้นที่ ตรงกันข้าม ได้ประกาศที่จะก่อการร้ายต่อไป ซึ่งหมายถึงพร้อมจะฆ่าพลเรือนไทยพุทธและไทยมุสลิมผู้บริสุทธิ์ ฆ่าพระ ครู ชาวบ้าน เผาโรงเรียน เผาตู้โทรศัพท์ เสาไฟฟ้า ถอดรางรถไฟ ฯลฯ ต่อไป โดยไม่คำนึงว่าจะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนหรือไม่ แล้วอย่างนี้ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนาบางคนยังให้การสนับสนุนอยู่หรือ?
แม้ HRW ไม่ได้กล่าวประณามว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนติดอาวุธได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่การที่ได้เรียบเรียงพฤติกรรมของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนดังกล่าวก็เท่ากับเป็นการยอมรับว่ากลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงสุดโต่งแบ่งแยกดินแดนเหล่านี้ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ไม่ว่าพวกนี้จะอ้างเหตุผลเพื่อแสวงหาความชอบธรรม และการสนับสนุนจากคนมุสลิมในประเทศและจากโลก ข้ออ้างดังกล่าวโลกคงไม่สามารถรับได้
จากรายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่า อย่างน้อยผู้อำนวยการ HRW ภาคพื้นเอเซีย-แปซิฟิกที่ประจำอยู่ในไทยคงตาสว่างขึ้นมาบ้างแล้ว หลังจากโดนคนไทยด่ามาตลอดว่าดีแต่ตำหนิรัฐบาลแต่ไม่เคยตำหนิกลุ่มก่อการร้ายที่เที่ยวไล่ฆ่าคนเป็นผักเป็นปลาเลย ครั้งนี้รายงานฉบับนี้จึงเริ่มด้วยการตำหนิรัฐบาลเช่นเดิม แต่ส่วนใหญ่ของรายงานได้เน้นเรื่องสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้พื้นที่หมดพอดี ผมขอยกยอดไปพูดถึงข้อเสนอแนะของ HRW ต่อวันพรุ่งนี้อีกวัน (พฤหัสบดี 30 สิงหาคม 2550)
|
|
|
|