|
|
|
การปฏิวัติสีเหลือง |
|
|
|
ต้องกล่าวว่าคนไทยโชคดีที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ เพื่อนต่างชาติหลายคนที่เคยทำงานในเมืองไทยมาก่อนยังอิจฉาคนไทยที่มีพระมหากษัตรยิ์ผู้ทรงงานเพื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศเพื่อให้คนไทยมีความสุขอย่างยั่งยืน พระบารมีและพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านมิได้แผ่ไพศาลครอบคุลมทั่วปฐพีไทยเท่านั้น แต่ขจรขจายไปในต่างแดนด้วย
วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นอีกวันหนึ่งที่สีเหลืองจะคลุมไปทั่วแผ่นดินไทย มองไปทางไหนก็จะพบแต่สีเหลืองอันเป็นสีประจำวันพระราชสมภพของพระองค์ท่าน ชาวต่างชาติที่เคยเจอมาแล้วด้วยตนเองหรือได้เห็นในภาพถ่ายเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ยังตะลึงและไม่เชื่อว่าบนโลกใบนี้ ฯ เวลานี้ ยังมีประชาชนที่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ของพวกเขาสูงยิ่งเช่นประชาชนคนไทย
ในช่วงที่นักการทูตต่างชาติสับสนกับการเมืองไทยในปี 2548-2549 แต่พอได้เห็น
"ปรากฏการณ์สีเหลือง" ในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 เอกอัครราชฑูตหลายคนถึงกับประกาศเลยว่าประเทศของเขาไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น หากใครก็ตามที่ขัดแย้งกับพระมหากษัตริย์ไทย รัฐบาลของเขาจำเป็นต้องเลือกข้างพระมหากษัตริย์ไทยแน่นอน
วันที่ 5 ธันวาคม 2550 ทูตและชาวต่างชาติทั่วโลกจะเห็นปรากฏการณ์สีเหลืองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้จะยิ่งใหญ่กว่าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 เสียอีก เพราะสื่อดังๆ ของโลกไม่ว่าจะเป็น CNN หรือ BBC ฯลฯ จะออกข่าวและภาพงานเฉลิมฉลอง และการแสดงความจงรักภักดีของประชาชนไทยไปทั่วโลก
จะเรียกว่าเป็น "การปฏิวัติสีเหลือง" หรือ Yellow Revolution ก็ได้ ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าการปฏิบัติสีชมพู สีม่วง ฯลฯ ที่ปรากฏในหลายประเทศอดีตสหภาพโซเวียตมาแล้ว
ปรากฏการณ์ในวันนี้เป็นผลมาจาก 61 ปีที่ผ่านมา นับแต่พระองค์ท่านขึ้นครองราชย์และมีปฐมบรมราโชบายครั้งแรกเมื่อ 5 พฤษภาคม 2491 ว่า "เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ได้ทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนคนไทยโดยมิเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย
ทูลกระหม่อมซึ่งมีชีวิตอยู่ในต่างแดนมาโดยตลอด ต้องกลับมารับพระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่ของชาติขณะที่ยังทรงพระเยาว์ ท่ามกลางภัยคุกคามต่อพระชนม์ชีพหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระเชษฐา ถูกลอบปลงพระชนม์โดยกลุ่มคนใจชั่วใจทรามไปแล้ว ด้านหนึ่งพระองค์ท่านต้องสู้กับภัยคุกคามรอบตัวจากผู้มีอำนาจในขณะนั้น และจากการกดดันของชาติมหาอำนาจ อีกด้านหนึ่งต้องทรงงานหนักเพื่อประชาชนที่ยากไร้ จนในที่สุดประชาชนชาวไทยทั้งมวลได้กลายเป็นเกราะที่ปกป้องคุ้มครองป้องกันภัยคุกคามไม่ว่าจะมาจากรูปแบบใด จากทั้งภายในและภายนอกประเทศให้กับพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่รักของพวกเขา
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีและปราชญ์คนสำคัญคนหนึ่งของไทย เคยกล่าวไว้ว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อน ๆ ทรงครองแผ่นดิน แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลนี้ครองหัวใจคน"
ในวารสาร G-Mag ของเครือ "กรองสถานการณ์" ฉบับล่าสุด ได้ลงบทความที่นักวิชาการพยายามเอาหลักวิชาการด้านการบริหารมาศึกษาเปรียบเทียบกับการทรงงานของพระองค์ท่านและพบว่าสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำตลอดมา 61 ปีนั้น เป็นไปตามหลักการบริหารสมัยใหม่ที่นักศึกษานิด้าได้เรียนมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ทรงเป็นแบบอย่างในด้านการบริหารจัดการ ทรงมีพระบุคลิกภาพเป็น "ผู้นำแห่งแผ่นดิน" (Leadership) มีพระราชวิสัยทัศน์ (Vision) อันกว้างไกล มีพระปรีชาญาณด้านการวางแผน (Planning) และการจัดตั้ง (Organizing) การพัฒนาถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในครองราชย์ของพระองค์ ทรงงานเป็นจอมปราชญ์ของแผ่นดินในการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นต้นแบบของการบริหารจัดการสมัยใหม่ (New Public Administrative) เป็นผู้นำในการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) และเทคโนโลยีในการบริหารจัดการ (Technology Management) ทรงเน้นการสื่อสารทำความเข้าใจ (Communiacation and Translation) ทรงกำกับ ติดตาม และประเมินผล (Performance Evaluation)
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยกำลังเห่อหลัก "ธรรมาภิบาล" หรือ "การปกครองที่ดี" ซึ่งแปลมาจาก Good Governance แต่หารู้ไม่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ได้ประกาศหลักธรรมาภิบาลมาตั้งแต่ปี 2491 "เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ซึ่งมีความหมายอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าวิธีคิดของชาวตะวันตกเสียอีก
พระองค์ท่านเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาความยากจนของคนในชาติ โดยที่คนยากจนส่วนใหญ่หรือทั้งหมดอยู่ในภาคเกษตรกรรม ดังนั้น ตลอด 61 ปี โครงการพระราชดำริกว่า 3,000 โครงการ ส่วนใหญ่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง และพระราชทาน "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ให้กับประชาชนไทยในการแก้ปัญหาความยากจน "อย่างยั่งยืน" เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในระยะยาว โดยไม่ทรงหวังสิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น "ขวัญใจของคนยากจนในชาติ" ที่แท้จริง หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Champion of the Poors ก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้นั่นเอง ส่วนตัวปลอมที่พยายามแสดงตัวว่าเป็นขวัญใจคนจนนั้นเพียงการแก้ปัญหาอย่างฉาบฉวยเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น กว่าคนจนจะรู้ว่าตกนรกทั้งเป็นก็เมื่อล้วงกระเป๋าตัวเองแล้วพบว่ากระเป๋าไม่มีอะไรเหลือเลย ซ้ำยังมีหนี้สินท่วมหัว โดยที่ความมั่งคั่งของชาติถูกแชมเปี้ยนตัวปลอมฉกฉวยไปเป็นประโยชน์ของตนเองและพวกจนหมด
ถ้ารัฐบาล พรรคการเมือง และนักเลือกตั้งทั้งหลาย นำพระปฐมบรมราโชบายว่าด้วยหลักธรรมาภิบาลของพระองค์ท่านมาเป็นตัวตั้ง มาแปรเป็นนโยบายและแผนปฏิบัติ เมืองไทยคงก้าวหน้าและมีความสงบสุขมากกว่านี้อีกหลายเท่า และถ้าคนไทยทุกคนน้อมนำเอาพระราชดำรัสที่พระราชทานในโอกาสต่าง ๆ มาปฏิบัติก็จะมีแต่ความสุขความเจริญยิ่งขึ้นไป
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์เปรียบประดุจ "ฉัตรชัย" และ"ธงชัย" นำประเทศให้ไปสู่ความก้าวหน้า มั่นคง ปลอดภัย คนไทยทั้งมวลจะยอมให้คนบางหมู่บางเหล่ามาหักฉัตรชัยและธงชัยเพียงเพื่อแก่งแย่งอำนาจทางการเมืองอย่างนั้นหรือ? (พุธ 5 ธันวาคม 2550)
|
|
|
|