วิเคราะห์ข่าว
ร้อน !!!!!

เป็นที่ทราบกันดีว่า เดือนเมษายนเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในประเทศไทย สำหรับปีนี้ หลายคนบ่นว่า อากาศร้อนมากกว่าปีก่อน ๆ โชคดีที่สัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกใน กทม.และในหลายภาคของประเทศ ทำให้คลายความร้อนกายไปได้บ้าง แต่ร้อนใจยังดำรงอยู่

ปีนี้ ชาวนามีจิตใจเบิกบานจากราคาข้าวปีนี้ที่สูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน จนสามารถใช้หนี้ ธกส. และหนี้นอกระบบได้หมดหรือเกือบหมด แต่ภายใต้ความเบิกบาน ชาวนาก็เดือดร้อนกับราคาปุ๋ย ยาปราบสัตรูพืช พันธ์ข้าวที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้ต้นทุนในการทำนาสูงขึ้นเท่าตัว ชาวนาต้องจ่ายมากขึ้น

คนไทยร้อนกระเป๋าเพราะราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์ และมีแนวโน้มจะขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งทำความเดือดร้อนทั้งทางตรงหรือทางอ้อมแก่ประชาชนทั่วไป คนมีรถต้องจ่ายเพิ่มขึ้น คนทั่วไปก็ต้องจ่ายค่าราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นเนื่องจากค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ประชาชนนอกจากไม่มีเงินเพิ่มขึ้นในกระเป๋าแล้ว เงินที่มีอยู่ในกระเป๋ายังลดลงเสียอีก

คนที่ทำมาค้าขายหรือพ่อค้าแม่ค้าก็ร้อนไม่แพ้กันเพราะขายของไม่ค่อยได้ เนื่องจากประชาชนระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น เรื่องนี้สามารถสอบถามได้จากคนค้าขายทั่วไป ซึ่งบ่นกันมากเพราะขายของไม่ค่อยได้ ส่วนหนึ่งเพราะราคาสินค้าสูงขึ้น อีกส่วนเพราะคนมีเงินน้อยลง ในขณะที่คนซื้อก็ซื้อไปบ่นไป เพราะจำเป็นต้องซื้อเนื่องจากเป็นอาหารพื้นฐานในการดำรงชีพ โดยการปรับคุณภาพสินค้าลดลงมาเพื่อให้ได้ปริมาณเท่าเดิมจากจำนวนเงินเท่าเดิม

นอกจากร้อนเพราะวิกฤติราคาน้ำมันแล้ว คนไทยวันนี้ยังร้อนขึ้นไปอีกจากการที่ราคาอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทย ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2551 ราคาข้าวสูงขึ้นกว่าร้อยละ 30 ราคาเนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อหมูแพงขึ้นอย่างมหาโหด ราคาเนื้อหมูควบคุม ก.ก.ละ 98 นั้น เป็นเนื้อหมูชนิดกะรุ่งกะริ่ง ไม่ใช่เนื้อแดงอย่างที่เคยซื้อได้ เนื้อสัตว์อื่นก็แพงขึ้น เพราะอาหารสัตว์ราคาแพงขึ้นเนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาแปรรูปราคาแพงขึ้น สัตว์น้ำจืดและทะเล ตลอดจนไข่ ฯลฯ ราคาก็สูงขึ้นเช่นเดียวกับราคาน้ำมันพืช แก๊ซ ฯลฯ ในขณะที่รายได้ของคนไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย หลายคนบ่นว่า เมืองไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารป้อนโลก เป็นครัวโลก เมืองไทยไม่เคยขาดแคลนอาหาร แต่คนไทยต้องกินอาหารในราคาที่แพงผิดปกติ ซ้ำยังขาดตลาดบางครั้งเพราะพ่อค้ากักตุน

รัฐบาลให้ความหวังว่า จะเพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการ ลูกจ้าง ส่วนผู้ใช้แรงงานได้เพิ่มขึ้นอีกเมื่อวันแรงงานที่เพิ่งผ่านไป ซึ่งพอจะบันเทาความเดือดร้อนไปได้บ้าง แต่ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคก็ขึ้นไปดักรอล่วงหน้า ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปยังร้อนเช่นเดิมเพราะไม่รู้จะไปเรียกร้องเอากับใคร

การที่รัฐบาลเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือที่บางคนใช้คำว่า รุกรี้รุกรน และดึงดันที่จะแก้โดยไม่ฟังเสียงฝ่ายอื่น ยิ่งเพิ่มอุณหภูมิความร้อนทางการเมืองให้คุกรุ่นขึ้นไปอีก ทำให้สังคมไทยแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่ายอย่างชัดเจน รัฐบาลพยายามชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นเพื่อสร้างความชอบธรรมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในขณะที่คนจำนวนมากมองว่า เป็นการแก้ไขเพื่อป้องกันการยุบพรรคและเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยตรง มากกว่าการแก้ไขเพื่อประเทศชาติและประชาชน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นร้อน ละเอียดอ่อน และอ่อนไหวที่อาจจะนำไปสู่การขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงในโอกาสต่อไปได้ จากการที่บางคนในฝ่ายรัฐบาลพูดจาในลักษณะท้าทาย ก้าวร้าว พลังของฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านก็มีพอ ๆ กัน กล่าวคือ ฝ่ายสนับสนุนมีพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาล กลุ่ม นปก.เก่า ประชาชนระดับล่างโดยเฉพาะในภาคเหนือและอีสาณ ส่วนฝ่ายต่อต้านมีพรรคฝ่ายค้าน กลุ่มพันธมิตร สื่อมวลชนและชนชั้นกลางในตัวเมือง ฝ่ายแรกได้เปรียบในเชิงปริมาณ ส่วนฝ่ายหลังได้เปรียบในเชิงคุณภาพ

จากการทำโพลในระยะหลังจะพบว่า ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอันดับต้นก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะก่อให้เกิดความแตกแยกของคนในสังคมมากขึ้น เห็นจะมีแต่คุณสุวิทย์ คุณกิติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินเท่านั้นที่จับความรู้สึกของประชาชนได้ โดยออกมาให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญแก่การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นอันดับแรก มากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่ประเด็นที่เพิ่มความร้อนแรงทางการเมืองมากที่สุด คงจะเริ่มจากการที่คุณชวน หลีกภัย แสดงความห่วงกังวลต่อความพยายามของคนกลุ่มหนึ่งในการโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีอย่างต่อเนื่องด้วยถ้อยคำหยาบคาย โดยการใช้จดหมาย แผ่น ซี.ดี. และสื่ออีเล็คโทรนิคส์ และมีกลุ่มคนจัดตั้งจำนวนหนึ่งไปยืนด่า พล.อ.เปรมที่หน้าบ้านพัก คุณชวนได้เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการกับกลุ่มดังกล่าวโดยด่วน

เป็นที่เข้าใจกันดีว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังพยายามดึง พล.อ.เปรม เข้ามาเป็นคู่ต่อสู้โดยตรง และเป็นการตีวงล้อมเพื่อให้ส่งผลกระทบกว้างขวางและลึกมากกว่านี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 การโจมตี พล.อ.เปรม และการจาบจ้วงต่อสถาบันเบื้องสูงมีมากขึ้นอย่างผิดปกติและอย่างกว้างขวาง ที่น่าสนใจคือ มี “ ไอ้หัวเถิก” เป็นตัวละครใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกคนเพราะ “ ไอ้หัวเถิก” บังอาจเสนอให้คนที่ลอนดอนเปลี่ยนตัวแกนนำใน ครม.บางคน

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อุณหภูมิการเมืองเพิ่มความร้อนแรงยิ่งขึ้นนอกเหนือจากประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญและการโจมตีประธานองคมนตรี เมื่อมีการวิจารณ์สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศ ช่อง 11 อย่างรุนแรง ทั้งผ่านสื่อและปากต่อปาก ในกรณีที่สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวได้เสนอสารคดีว่าด้วยการปฏิวัติฝรั่งเศสเพื่อล้มล้างสถาบันกษัตริย์ สารคดีความพยายามล้มสถาบันกษัตริย์ในอังกฤษ และความพยายามล้มล้างสถาบันกษัตริย์ในเนปาลมาเสนออย่างต่อเนื่องผิดปกติ โดยเฉพาะคำพูดของผู้นำพรรคเหมาอิสม์ที่ว่า เมื่อพรรคได้รับเสียงข้างมากจากประชาชน พรรคขอใช้อำนาจนี้ไม่ให้มีสถาบันกษัตริย์ในเนปาลอีกต่อไป

แม้อ้างว่าเป็นสารคดี แต่เป็นที่น่าสงสัยว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องมีเจตนาซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังการนำเสนอสารคดีดังกล่าวหรือไม่อย่างไร คนที่ติดตามหรือสนใจในเรื่องนี้ในช่วงสองปีที่ผ่านมา คงไม่ยากนักที่จะอ่านสถานการณ์ออกที่มีคนบางกลุ่มบางพวกต้องการ “เปลี่ยนแปลงประเทศ” และ “เปลี่ยนประวัติศาสตร์”

ในขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ยังมี “ขบวนการล้มปืน ทุน เจ้า” และขบวนการ “สาธารณะรัฐ” เท่ากับเป็นการตอกย้ำต่อสิ่งที่เกิดขึ้นดังข้างต้นและทำให้บรรยากาศทางการเมืองร้อนขึ้นไปอีก ในขณะที่มีความพยายามเปิดประเด็นเรื่องการยืนถวายความเคารพเมื่อมีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนต์ โดยใช้ต่างประเทศเข้ามากดดัน

อยู่ ๆ ก็มีกรณีการนำชื่อ “ทักษิณ” ไปติดไว้บนธงชาติไทยและแขวนไว้บนอัฒจรรย์ และอีกผืนหนึ่งเขียนข้อความ “ต้อนรับทักษิณ” ในการแข่งขันฟุตบอลที่สนามแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในอังกฤษ และในวารสารของสโมสร ซึ่งดังกลับมาถึงเมืองไทย หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นการวางแผนอย่างแยบยลและไม่ใช่ฝีมือของแฟนคลับชาวอังกฤษ

ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันซึ่งเป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ก็ตาม สถานการณ์การเมืองขณะนี้ค่อนข้างอ่อนไหวและการต่อสู้แหลมคมและงวดเข้าทุกที ทำให้เมืองไทยร้อนอ้าวขึ้น ถ้าวัดอุณหภูมิการเมืองอาจสูงกว่า 40 องศาเซลเชียสก็ได้

ฝนที่โปรยลงมาเป็นเพียงการบรรเทาความร้อนกายเท่านั้น แต่ความร้อนภายในใจยังระอุอยู่เช่นเดิม