วิเคราะห์ข่าว
อนาคตของ จีเอ็มเอส. (1)

เป็นที่น่าสังเกตว่า ข่าวผลการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศลุ่มแม่น้ำโขง หรือ จีเอ็มเอส. ที่เวียงจันทน์เมื่อ 30-31 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมา ปรากฎในสื่อมวลชนไทยค่อนข้างน้อย ทั้งที่ไทยมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่สื่อกลับไปลงข่าวและวิจารณ์เรื่องอาการป่วยของผู้นำไทยที่เกิดขลุกขลักตอนการประชุมปิดห้องเฉพาะผู้นำ 6 ชาติและการถ่ายรูปบนเวที เพราะผู้นำไทยเกิดท้องเสียกระทันหัน ที่สงสัยว่า อาจเป็นผลจากการที่ผู้นำไทยที่ไปเปิบข้าวเหนียวที่ตลาดเช้าเมืองเวียงจันทร์แล้วเกิดท้องเสีย จึงต้องเข้าห้องน้ำเป็นการด่วน ปล่อยให้ผู้นำอีก 5 ชาติโดยเฉพาะเจ้าภาพต้องรอด้วยความห่วงใย กลายเป็นเรื่องพูดกันสนุกสนานในวงการเมือง และวงการสื่อมากกว่าผลการประชุมเสียอีก แต่ของแบบนี้ถ้าใครไม่เจอเข้ากับตัวเองคงไม่รู้ พระท่านจึงเรียกว่าทุกข์หนัก นับว่าเป็นบทเรียนของผู้นำชาติ และหัวหน้าคณะผู้แทนชาติต่าง ๆที่ไปประชุมระหว่างประเทศต้องระมัดระวังอย่าให้ท้องเสีย

คนไทยไม่ค่อยรู้จักการรวมกลุ่มของประเทศลุ่มน้ำโขง ที่เรียกย่อ ๆ ว่า จีเอ็มเอส.เท่าไรนัก ผู้นำบางคนยังสับสนระหว่าง จีเอ็มเอส. กับ จีเอสเอ็ม. ทำให้คู่สนทนายืนงงว่า ท่านกำลังพูดถึงการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขง หรือว่าท่านกำลังพูดถึงโทรศัพท์มือถือ การประชุมสุดยอดผู้นำ จีเอ็มเอส.มีทุก 3 ปี ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม โดยครั้งแรกจัดขึ้นที่กัมพูชาและครั้งที่สองที่ลาว สมาชิกองค์กรนี้ประกอบด้วยประเทศในเขตลุ่มน้ำโขงทั้งหมด เรียงจากเหนือลงมาคือ จีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งได้ตกลงกันว่า เราจะร่วมมือร่วมใจกันในการทำให้อนุภูมิภาคนี้พัฒนาทัดเทียมเท่าคนอื่นได้อย่างไร

ยุทธศาสตร์ขององค์กรคือ ต้องการทำให้ประเทศลุ่มน้ำโขงร่วมมือกันส่งเสริม ขยายการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ การติดต่อสื่อสารคมนาคมผ่านดาวเทียม ผ่านระบบใยแก้ว การเชื่อมต่อข้อมูลข่าวสารผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ การแลกเปลี่ยนภาพข่าวทางโทรทัศน์ระหว่างกัน การพลังงาน และการสร้างเครือข่ายถนนเชื่อมถึงกัน นอกจากนั้น ยังมุ่งแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเกษตรกรรมในฐานะเป็นประเทศเกษตรกรรมด้วยกัน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มุ่งสู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและเท่าเทียมกัน

กรอบยุทธศาสตร์ในระยะ 10 ปี คือ การปรับปรุงถนนเพื่อเชื่อมเครือข่ายให้ถึงกันหมด การอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน การให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะ ป้องกันสภาพแวดล้อม และแบ่งกันใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเท่าเทียมกันและยั่งยืน ให้ประชาชนมีการกินดีอยู่ดีมากขึ้น ทั้งนี้โดยการสนับสนุนของธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี. และมีออสเตรเลีย เกาหลีใต้เข้ามาช่วยด้วย

ทั้งหมดก็เพื่อให้เกิดความผูกพันกันทั้งด้านกายภาพและจิตใจ และสร้างจิตสำนึกของการเป็นประชาคมลุ่มน้ำโขงด้วยกัน ทำให้อนุภูมิภาคนี้เกี่ยวพันกันแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ให้ประชาชนและสินค้าสามารถข้ามไปมาถึงกันได้โดยสะดวก และติดต่อถึงกันได้ผ่านเครือข่ายถนน รถไฟ การขนส่งทางน้ำและทางอากาศ การเชื่อมต่อสัญญานสื่อสารโทรคมนาคม และเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า และจะเชื่อมต่อไปยังนอกอนุภูมิภาคด้วย นอกจากนี้ยังร่วมมือกันในควบคุม ตรวจตราโรคระบาด และยาเสพติดไม่ให้แพร่กระจายด้วย

ผลงานที่เห็นรูปธรรมชัดเจน หรือจะเรียกว่าเป็นจุดเด่นขององค์กรก็คือ การพัฒนาเครือข่ายถนนเชื่อมต่อกันโดยเฉพาะระหว่างจีน ลาว เวียดนาม ไทย ซึ่งได้รับเงินทุนอุดหนุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย จีนได้พัฒนาเครือข่ายถนนทางตะวันตกและตอนใต้มณทลยูนนานจากชายแดนเวียดนาม ลาว พม่า ไปยังคุนหมิน พัฒนาเครือข่ายถนนทางตอนเหนือของลาว พัฒนาถนนเลียบชายฝั่งทะเลในเวียดนามจนไปถึงโฮจิมินห์ซิตี้ และพัฒนาทางรถไฟเชื่อมต่อกับชายแดนเวียดนามที่ไปยังไฮฟอง ฮานอย และต่อไปยังโฮจิมินห์ ซิตี้ได้ และจะต่อไปยังกัมพูชา ไทย การพัฒนาเครือข่ายถนนทางตอนเหนือของลาว และเส้นทางตะวันออก – ตะวันตกในภาคกลางของลาวเชื่อมเวียดนาม ลาว ไทย การพัฒนาเส้นทางเชียงราย – คุนหมิง พัฒนาเส้นทางเลียบชายฝั่งเวียดนามตอนใต้ กัมพูชา ไทย

ขณะนี้ คนไทยสามารถเดินทางโดยรถยนต์ไปเที่ยวคุนหมิงได้อย่างสบาย เพราะเส้นทางอาร์ 3 ผ่านตอนเหนือของลาวเสร็จเรียบร้อยแล้วที่สามารถเชื่อมต่อถนนมาตรฐานในจีนผ่านเมืองลา เชียงรุ้ง ไปยังคุนหมิงซึ่งมีซูเปอร์ไฮเวย์ชั้นหนึ่งของโลก หรือจะไปเที่ยวเชียงตุงในพม่า เลยไปจนถึงชายแดนและต่อไปยังคุนหมิงก็ได้ คนไทยจำนวนมากนิยมไปเที่ยวหลวงพระบาง และไปเที่ยวเวียดนามทางรถยนต์ ต่อไป เมื่อเครือข่ายถนน รถไฟ เครื่องบินในกลุ่ม จีเอ็มเอส. พัฒนาดีขึ้นทั้งหมด ประชาชนในอนุภูมิภาคนี้สามารถเดินทางเยี่ยมเยียนและท่องเที่ยวระหว่างกันได้อย่างสบาย จีเอ็มเอส. ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมด้านการท่องเที่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องในประเทศต่าง ๆ

การพัฒนาเครือข่ายถนน ทำให้การค้าขยายตัวขึ้น การส่งออกสะดวกขึ้นเพราะมีท่าเรือได้รับการพัฒนามากขึ้นตลอดชายฝั่งทะเลตั้งแต่ไทย กัมพูชา เวียดนาม มีข่าวว่า รัฐบาลพม่าได้เตรียมที่จะพัฒนาท่าเรือสองแห่ง คือ ที่เมืองทะวาย บนฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งห่างจากชายแดนไทยไม่มากนัก และที่รัฐยะไข่บนฝั่งทะเลเบงกอล เพื่อให้เป็นจุดเชื่อมต่อกับเอเชียตะวันออก ซึ่งการส่งออกไปยังฝั่งมหาสมุทรอินเดียจะร่นระยะทางได้มากขึ้น

นอกจากช่วยขนส่งคนและสินค้าไปยังประเทศอนุภูมิภาคแม่โขงแล้ว การลงทุนและความเจริญบนสองฝั่งถนนจะตามมา โดยเฉพาะการเติบโตของวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่รัฐบาลประเทศเกี่ยวข้องจะต้องปรับปรุง อำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและการตรวจคนเข้าเมืองในรูปของวัน สต็อป เซอร์วิศ ในการข้ามพรมแดนของคนและสินค้า ที่ปัจจุบันเริ่มมีข้อตกลทวิภาคีกันบ้างแล้ว

นาน ๆ จะเขียนถึง จีเอ็มเอส.สักทีหนึ่ง เพราะฉนั้น คงต้องต่อพรุ่งนี้อีกวัน