วิเคราะห์ข่าว
ปลูกพืชให้รถกิน หรือให้คนกิน ?

เมืองไทยฮือฮามากพอสมควรเมื่อคุณธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานเครือบริษัท ซี.พี. ยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตร บรรยายให้สภาพัฒน์ฯ ฟังว่า เรามีน้ำมันอยู่บนดินมากมายและเป็นน้ำมันที่ไม่เคยหมด สามารถสร้างเพิ่มเติมได้ ดีกว่าน้ำมันที่อยู่ใต้ดินซึ่งนับว่าจะน้อยและหมดไปในที่สุด คำว่าน้ำมันบนดินเป็นศัพท์ใหม่ท่ามกลางวิกฤติพลังงานที่ประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันร้อยละ 9อ เผชิญอยู่ ทำให้สังคมคนมีความรู้ฮือฮามากทีเดียว

อย่างไรก็ดี มีฝรั่งตั้งคำถามว่า เราจะผลิตอาหารให้รถกิน หรือจะผลิตอาหารให้คนกิน?

การที่ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ชนิดที่ฉุดไม่อยู่ อีกทั้งน้ำมันเป็นพลังงานที่จะหมดไปก่อนพลังงานอื่น ๆ โลกจึงผลักดันให้มีการปลูกพืชเพื่อผลิตเป็นน้ำมันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไบโอดีเซล เอทานอล ฯลฯ โดยทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป เห็นว่าเป็นทางออกในการแก้ปัญหาโลกร้อน แต่ประเทศนำเข้าน้ำมันมองว่าเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการลดพึ่งพาน้ำมันที่มีราคาแพงขึ้นทุกวัน

แต่ก็มีคำแย้งว่า นี่อาจเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในการที่เปลี่ยนพื้นที่จำนวนมหาศาลเพื่อผลิตพืชสำหรับเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งจะทำพื้นที่ผลิตอาหารที่จะใช้เลี้ยงคนทั่วโลกที่มีจำนวนคนเพิ่มและความต้องการอาหารเพิ่มมากขึ้นทุกปีลดน้อยลง

เขายกตัวอย่างเช่นในสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว หนึ่งในสี่ของพื้นที่ปลูกข้าวโพดถูกใช้ไปเพื่อผลิตเป็นเอทานอลสำหรับให้รถยนต์บริโภค สหรัฐใช้พื้นที่ 1 ใน 6 ปลูกพืชเพื่อผลิตเป็นพลังงานชีวภาพ นอกจากนั้น ยังมีอีก 20 ประเทศที่ส่งเสริมให้มีการผลิตพืชเพื่อใช้เป็นไบโอดีเซลและเอทานอล สหรัฐเน้นเรื่องการผลิตเอทานอล ส่วนสหภาพยุโรปเน้นการผลิตไบโอดีเซล หรือเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับรถร้อยละ 10 ในปี 2563 เขามองว่า จะต้องใช้พื้นที่มหาศาลขนาดไหนเพื่อผลิตพลังงานชีวภาพ ถ้าใช้พื้นที่เพาะปลูกที่มีอยู่ปัจจุบัน ก็จะทำให้พื้นที่ผลิตอาหารลดน้อยลง ถ้าต้องไปบุกเบิกพื้นที่ใหม่ ก็จะทำให้พื้นที่ป่าลดน้อยลงและทำให้โลกร้อนยิ่งขึ้น เป็นการทำลายสภาวะแวดล้อมของโลก

นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเน้นในเรื่องของการหาพลังงานสะอาด ที่ไม่ใช่น้ำมันจากฟอสซิลซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะ เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหินสะอาด พลังงานจากน้ำ จากแสงแดด จากพืช นักอนุรักษ์คนหนึ่งได้ค้านเรื่องการปลูกพืชเพื่อสร้างอาหารให้รถบริโภคว่า ท่านสามารถผลิตอาหารเลี้ยงคนหนึ่งได้ 1 ปีจากพืชที่ปลูกเพื่อผลิตน้ำมันชีวภาพเพียงถังเดียวเติมรถ ถ้าเราปลูกพืชเพื่อเลี้ยงรถ แทนที่จะปลูกพืชเพื่อเลี้ยงคน โลกจะมีปัญหา

มีทั้งฝ่ายที่ออกมาสนับสนุนและคัดค้าน บางคนเสนอว่า ทำไมเราไม่ควบคุมการเพิ่มของประชากร เพราะถ้าประชากรโลกเกิดน้อยลง คนก็กินอาหารน้อย คนขับรถน้อยลง คนใช้น้ำมันน้อยลง คนใช้ไฟน้อยลง คนใช้ถุงพลาสติคน้อยลง ถ้ายังปล่อยให้ประชากรโลกเพิ่มไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ จะหาโลกอีกใบสองใบก็คงไม่พอที่จะปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารของคน และเพื่อเป็นพลังงานชีวภาพให้คนใช้ แต่บางคนแย้งว่า ขณะนี้ทุกประเทศก็พยายามลดการเพิ่มประชากรของตนอยู่แล้ว อย่างไรเสียประชากรโลกต้องเพิ่มขึ้นแต่ในอัตราที่น้อย ในขณะที่คนมีอายุยืนยาวขึ้น ดังนั้น การไม่ให้ประชาชนเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องยาก ควรหาทางแก้ไขด้านอื่นดีกว่า

บางคนบอกว่า เรายังมีพื้นที่ว่างที่ปล่อยทิ้งไว้ให้รกร้างอีกเยอะบนโลกใบนี้ ทำไมไม่ใช้พื้นที่ว่างดังกล่าวในการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารของคนและอาหารของรถ และยังมีความคิดเห็นอีกมากมาย บางคนพูดทำนองว่าเซ็งกับพวกอนุรักษ์พูด

แต่ละฝ่ายต่างก็มีเหตุผลสนับสนุนความเห็นของตน อย่างไรก็ดี อาจกล่าวได้ว่า ประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันเป็นหลัก ส่วนใหญ่ไม่คิดถึงเรื่องการผลิตพืชเพื่อเป็นพลังงานทดแทนเพราะตนเองมีน้ำมันเหลือเฟืออยู่แล้ว หากมีพื้นที่เพาะปลูก คนในประเทศเหล่านี้จะปลูกพืชเพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับบริโภคมากกว่า แต่สำหรับประเทศที่นำเข้าพลังงานน้ำมันเป็นหลักเช่น ประเทศไทย จำเป็นต้องคิดถึงพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะการปลูกพืชที่นำมาใช้เป็นพลังงานชีวภาพ เอทานอล ไบโอดีเซล ยิ่งน้ำมันมีราคาเพิ่มสูงขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ การปลูกพืชเช่น อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน เพื่อใช้เป็นไบโอดีเซล เอทานอล จึงได้รับการส่งเสริมอย่างมาก จริงอยู่ ปริมาณที่ผลิตได้ไม่สามารถทดแทนการใช้น้ำมันได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ลดการพึ่งพาน้ำมันไปได้ส่วนหนึ่ง และทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะราคาอ้อย มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน สูงขึ้น อีกทั้งน้ำมันบนดินตามที่คุณธนินทร์ได้เรียกไว้ไม่มีวันหมด สามารถปลูกทดแทนได้ตลอดเวลา

สหรัฐและสหภาพยุโรปซึ่งผลิตน้ำมันได้ไม่น้อยแต่ก็นำเข้าน้ำมันจำนวนมากแต่ละปีเช่นกัน และเสียเงินจำนวนมหาศาลเป็นค่าน้ำมัน ได้คิดถึงการปลูกพืชเพื่อใช้เป็นพลังงานชีวภาพ สหรัฐผลิตเอทานอลจากข้าวโพดเป็นสำคัญ แต่บราซิลผลิตเอทานอลจากอ้อย นั่นไม่ใช่เหตุผลลดการพึ่งพาน้ำมันประการเดียว แต่เกี่ยวเนื่องกับการรณรงค์ในการลดภาวะโลกร้อนด้วย

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า ทุกอย่างเมื่อมีข้อได้เปรียบ ก็มีข้อเสียเปรียบควบคู่กันไป เพียงแต่เราจะใช้ประโยชน์จากสิ่งไหนมากกว่ากัน