วิเคราะห์ข่าว
ข้าวแลกปุ๋ย

หัวข้อการปรึกษาหารือข้อราชการที่นายกรัฐมนตรีไทยพูดกับประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซียระหว่างการเยือนอินโดนีเซีย มีประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเกี่ยวกับความมั่นคงด้านอาหาร กับ ความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

อินโดนีเซียมีจุดเด่นเรื่องพลังงาน เพราะอินโดนีเซียมีน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินจำนวนมาก อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ส่งออกพลังงาน ในขณะที่ไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน สำหรับก๊าซธรรมชาตินั้น แม้ไทยจะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย แต่ก็ ไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ นอกจากนั้น ไทยยังต้องคิดถึงการนำเข้าถ่านหิน ที่อินโดนีเซียมีจำนวนมาก อีกทั้งการขนส่งก็สั้นและถูกกว่าการนำเข้าจากออสเตรเลียซึ่งเป็นแหล่งถ่านหินใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สถานการณ์ความต้องการหรือการใช้พลังงานในประเทศไทยเมื่อปี 2550 แบ่งเป็นน้ำมันร้อยละ 41.95 ก๊าซธรรมชาติร้อยละ 39.10 ถ่านหิน/ลิกไนต์ ร้อยละ 16.35 และพลังน้ำกับไฟฟ้านำเข้าร้อยละ 2.60 ความต้องการใช้พลังงานของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ไทยมีแผนที่จะลดการใช้น้ำมันลงจากร้อยละ 41 ในปัจจุบันให้เหลือร้อยละ 32 ในปี 2561 แต่การใช้ก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29 ในปัจจุบันเป็นร้อยละ 38 ถ่านหิน/ลิกไนต์เพิ่มจากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 14 พลังงานน้ำจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 4 และพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทน เช่น ชีวมวล และใบโอดีเซล อีกร้อยละ 12 ไทยต้องวางแผนสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อให้เกิดหลักประกันว่า ไทยจะมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดแคลน เป็นพลังงานที่มีคุณภาพและในราคาที่ไม่สูงเกินไป นอกจากการหาพลังงานสำรองที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว ยังต้องวางแผนในอนาคตไปลงทุนและหาแหล่งพลังงานสำรองจากนอกประเทศด้วย โดยเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านและค่อย ๆ ห่างออกไป

ปัจจุบัน ไทยนำเข้าน้ำมันถึงร้อยละ 90 โดยร้อยละ 80 ของจำนวนที่นำเข้ามาจากตะวันออกกลาง และนำเข้าก๊าซธรรมชาติร้อยละ 30 จากพม่า ยิ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานมาก ไทยก็ยิ่งได้รับผลกระทบมากจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น สาขาที่ใช้น้ำมันมากที่สุดคือ สาขาขนส่งและอุตสาหกรรม ซึ่งใช้น้ำมันรวมกันประมาณร้อยละ 70 ของการใช้ทั้งหมด โดยร้อยละ 60 ใช้ในการขนส่ง ส่วนก๊าซธรรมชาตินั้นส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า หรือร้อยละ 70 ของการผลิตกระแสไฟฟ้ามาจากการใช้ก๊าซธรรมชาติ ดังนั้น ไทยจึงต้องกระจายการใช้พลังงานไปยังแหล่งอื่น ๆ ด้วย

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่อุดมด้วยน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน สถิติเมื่อปี 2509 อินโดนีเซียผลิตน้ำมันได้วันละ 1.1 ล้านบาเรลต่อวัน โดยส่งออกวันละ 4.7 แสนบาเรลต่อวัน และมีน้ำมันสำรองที่พิศูจน์แล้วอีก 4,301,000 ล้านล้านบาเรล มีก๊าซธรรมชาติอีก 74 ล้านคิวบิคเมตร โดยส่งออก 29.6 ล้านคิวบิคเมตร ส่วนถ่านหินนั้นมีจำนวนมากแต่ยังหาสถิติไม่ได้

ในขณะที่ไทยมีจุดเด่นในความมั่นคงด้านอาหาร แต่ก็มีจุดด้อยในความมั่นคงด้านพลังงาน ส่วนอินโดนีเซียมีจุดเด่นด้านพลังงาน แต่มีจุดด้อยด้านอาหาร เพราะอินโดนีเซียมักจะเจอภัยธรรมชาติอยู่เสมอ จึงผลิตข้าวได้ไม่พอเลี้ยงประชากร 345 ล้านคน ทางการจึงต้องเน้นการสร้างความมั่นคงด้านอาหารเป็นพิเศษ โดยเฉพาะปีนี้ซึ่งอินโดนีเซียขาดแคลนข้าวอย่างมาก อินโดนีเซียหวังพึ่งไทยที่จะช่วยสร้างหลักประกันให้รัฐบาลอินโดนีเซียมีข้าวให้ประชาชนบริโภคโดยไม่ขาดแคลนและในราคาที่รับได้

ข้าวเป็นอาหารทางการเมือง เพราะคนเอเชียกินข้าวเป็นอาหารหลัก ถ้ารัฐบาลใดไม่มีข้าวให้ประชากรของตนได้บริโภคอย่างต่อเนื่องและในราคาที่เหมาะสม ประชาชนอาจลุกฮือขึ้นมาล้มรัฐบาลได้

จริงอยู่ แม้ไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก เนื่องจากมีคุณสมบัติในการผลิตเป็นน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นที่ต้องการสำหรับภาคขนส่งและอุตสาหกรรมภายในประเทศ ในขณะที่น้ำมันจากอินโดนีเซียมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป หากนำเข้าก็จำเป็นต้องปรับกลไกของโรงกลั่น ส่วนก๊าซธรรมชาตินั้น ไทยนำเข้าจากพม่าเป็นสำคัญเพราะอยู่ใกล้กว่า แต่ก๊าซในอ่าวไทยนั้น จากแหล่งที่สำรวจแล้วในปัจจุบันผลิตได้เพียงอีก 30 ปีเท่านั้น ต่อไป ไทยอาจต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากอินโดนีเซียก็ได้ ซึ่งระยะทางไม่ไกลจากกันนัก

แม้ที่ผ่านมาไทยจึงพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากอินโดนีเซียน้อยมาก แต่อินโดนีเซียยังมีถ่านหินคุณภาพดีจำนวนมาก หากไทยมีนโยบายที่จะกระจายแหล่งพลังงานโดยหันมาใช้ถ่านหินมากยิ่งขึ้น ไทยอาจต้องพึ่งพาถ่านหินจากอินโดนีเซียซึ่งอยู่ใกล้กับไทยมากกว่าออสเตรเลีย

นอกจากนั้น ต้องไม่ลืมว่า อินโดนีเซียมีปุ๋ยจำนวนมากซึ่งมีราคาถูก ในขณะที่ไทยขาดแคลนปุ๋ยและปุ๋ยในปัจจุบันมีราคาสูงมากขึ้นผิดปกติพอ ๆ กับราคาหมู ทำให้ชาวนาไทยต้องเสียต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว การนำเข้าปุ๋ยจากอินโดนีเซียซึ่งระยะทางใกล้กว่าจากเกาหลีเหนือและรัสเซีย เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยไทยสามารถใช้ข้าวแลกปุ๋ยก็ได้ รัฐบาลอินโดนีเซียสนับสนุนโครงการปุ๋ยแห่งชาติให้พึ่งตนเองได้โดยไม่ต้องนำเข้า ขณะนี้ อินโดนีเซียมีบริษัทปุ๋ย 6 แห่ง โดยเป็นรัฐวิสาหกิจ 5 แห่ง ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียอุดมสมบูรณ์ด้วยปลาในทะเล ซึ่งเรือประมงไทยจึงนิยมไปจับปลาในน่านน้ำอินโดนีเซียทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมายและผิดกฎหมายเพราะปลาในเขตน่านน้ำไทยถูกประมงไทยจับจนเกือบหมดแล้ว การลงทุนร่วมจับปลากับอินโดนีเซียจึงเป็นยุทธศาสตร์ร่วมในการสร้างหลักประกันด้านอาหารทะเลให้กับประชากรสองประเทศ

เราหวังว่า เหตุการณ์ปีนี้คงไม่ซ้ำรอยกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เมื่อปีนั้นโลกเกิดขาดแคลนข้าว อินโดนีเซียก็ประสบปัญหาการขาดแคลนข้าว ประธานาธิบดีซูฮาร์โตได้ร้องขอซื้อข้าวจากไทยในปริมาณที่พอเพียงและในราคาที่ไม่แพงเกินไป โดยขอความเห็นใจในฐานะเป็นประเทศอาเซียนและเพื่อนบ้านด้วยกัน แต่รัฐบาลไทยขณะนั้นคงเชื่อพ่อค้ามากกว่าโดยยืนยันจะขายให้ในราคาตลาดโลกซึ่งค่อนข้างแพงมาก ทำให้อดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โตเคืองประเทศไทยไปหลายปี

เพราะเพื่อนไม่ช่วยเพื่อนด้วยกันในยามยาก ไม่ใช่ว่าเขาต้องการกดราคาข้าวของเรา เขาพร้อมจะจ่ายเพิ่มขึ้นเพียงแต่ขอว่าอย่าให้ราคาแพงเกินไปเท่านั้น แต่เรากลับขูดรีดแบบพ่อค้าจนทำให้เกิดความหมางใจกัน