วิเคราะห์ข่าว
ไทยยังต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากพม่า

นายกรัฐมนตรีเลือกไปเยือนพม่าเป็นประเทศที่สามแทนมาเลเซีย หลังจากที่มาเลเซียยังไม่พร้อมเนื่องจากยังมีปัญหาการเมืองภายในประเทศ พม่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านทางเหนือและตะวันตกของไทยที่มีพรมแดนทางบกติดต่อกันยาวถึง 2,400 กิโลเมตร และมีอาณาเขตน่านน้ำติดต่อกัน ประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกันย่อมมีปัญหากระทบกระทั่งกันเหมือนลิ้นกับฟัน แต่ก็ยกประเทศหนีจากกันไม่ได้

พรมแดนทางบกที่ติดต่อกัน มีกิจกรรมพรมแดนหลักอยู่ 3 ประการคือ การข้ามไปมาของ คน สินค้า และสิ่งผิดกฎหมาย ในกรณีของคน คนพม่าข้ามมาฝั่งไทยมากกว่า ทั้งพวกที่หนีภัยสงครามและพวกที่เข้ามาหางานทำ ส่วนสินค้านั้น ไทยส่งสินค้าข้ามพรมแดนไปพม่ามากกว่า ยกเว้นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากพม่าเข้าไทย ส่วนของผิดกฎหมายนั้นข้ามมาจากพม่ามากกว่าไทย โดยเฉพาะยาเสพติดทั้งเฮโรอีน ยาบ้า ยาไอซ์ ฯลฯ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ไทยต้องพึ่งพาพม่า คือ ด้านพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่นำไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบัน ไทยใช้ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศร้อยละ 74 และนำเข้าจากพม่าร้อยละ 26 ก๊าซที่นำเข้าจากพม่าทั้งหมดใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้า โดยส่งเข้าที่โรงไฟฟ้าราชบุรีมากที่สุด โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอร์ยี่ และโรงไฟฟ้าวังน้อย

ก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าจากพม่า มาจาก 2 แหล่ง คือ แหล่งยาดานา ซึ่งเริ่มผลิตตั้งแต่กรกฎาคม 2540 ปัจจุบัน สามารถผลิตได้ 679 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน และแหล่งเยตากุน เริ่มผลิตตั้งแต่เมษายน 2543 ปัจจุบัน ผลิตได้ 460 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน โดย ปตท.สผ. ถือหุ้นร้อยละ 25.5 ในโครงการยาดานา และร้อยละ 19.3 ในโครงการเยตากุน ขณะนี้ ในแปลง เอ็ม.9 ซึ่งสำรวจเมื่อ 2547 ได้พบก๊าซธรรมชาติ ปริมาณสำรอง 1.7 ล้านล้าน ลบ.ฟุต ปตท.สผ.คาดว่าจะเริ่มผลิตขั้นต้นที่อัตราประมาณ 300 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน ประมาณปี 2555

โครงการพัฒนาปีโตรเลียมในพม่า มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากพม่ามีแหล่งทรัพยากรจำนวนมากที่ยังไม่ได้สำรวจ การพัฒนาแหล่งปีโตรเลียมในพม่าถือว่าเป็นหนทางที่ดีสำหรับประเทศไทยในการตอบสนองความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติในไทยเริ่มลดลง การพัฒนาแหล่งพลังงานในพม่าส่งผลให้ปริมาณพลังงานสำรองของประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลดีอย่างมากต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทย นอกจากนั้น การสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพม่าคุ้มค่าการลงทุนมากกว่าในประเทศอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไป สะดวกในการขนส่งและประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการขนส่งพลังงานมายังประเทศไทย อีกทั้ง การลงทุนในพม่าจะนำมาซึ่งความสัมพันธ์อันดี และผูกพันทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ระหว่างสองประเทศ

ในขณะที่ ปตท.สผ. มีหน้าที่ไปลงทุนสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติในพม่า (และในประเทศอื่น ๆ ) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็มีหน้าที่แสวงหาแหล่งพลังงานทั้งพลังน้ำ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ จากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งพม่าและลาว มาผลิตกระแสไฟฟ้าตอบสนองความต้องการการใช้ไฟฟ้าในไทยที่เพิ่มขึ้นปีละกว่า 1,400 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 7 ต่อปี รวมทั้งการรับซื้อไฟฟ้าจากพม่า

ทางการไทยและพม่าได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจที่จะสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าจากแม่น้ำสาละวินรวม 5 แห่งด้วยกัน ประกอบด้วยเขื่อนท่าสาง เหว่ยจี (เขื่อนสาละวินตอนบน) ดากวิน (เขื่อนสาละวินตอนล่าง) ฮัทจี และตะนาวศรี เพราะแม่น้ำสาละวินเป็นลุ่มน้ำที่มีความสมบูรณ์ มีพื้นที่รับน้ำกว้าง และลักษณะทางภูมิศาสตร์เหมาะสมต่อการสร้างเขื่อน ทั้งนี้ กฟผ.ได้เตรียมการช่วยเหลือด้านสาธารณะสุข การสร้างโรงเรียน การพัฒนาคุณภาพชีวิต การจ้างงาน ให้กับชนกลุ่มน้อยในพม่าที่ได้รับผลกระทบ และเป็นการลดปัญหาแรงงานอพยพเข้าไทยอีกด้วย

เป็นที่ทราบกันดีว่า พม่ามีศักยภาพด้านปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติที่สำรองทั้งที่ค้นพบแล้วและยังไม่ได้สำรวจอีกมาก ทั้งจีนและอินเดียต่างเข้ามาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรดังกล่าว แม้แต่สหภาพยุโรปที่ประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจโดยไม่ยอมซื้อสินค้าจากพม่า แต่ก็ยกเว้น “พลังงาน” ทั้งบริษัทยูโนแคลของอเมริกัน และโทเทลของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานที่รัฐบาลสหรัฐและฝรั่งเศสขอร้องไม่ให้ไปลงทุนในพม่า แต่บริษัททั้งสองใช้วิธีการเลี่ยงโดยตั้งบริษัทท้องถิ่นในพม่าและมีหุ้นใหญ่อยู่ในโครงการยาดานา และเยตากุน

ไทยซึ่งอยู่ใกล้แหล่งพลังงานปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติในอ่าวมะตะบัน มากกว่าประเทศอื่น และได้เปรียบประเทศอื่นในการขนส่ง จำเป็นต้องเข้าไปร่วมลงทุน พัฒนา แหล่งพลังงานทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และพลังน้ำ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน และความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของชาติ

ส่วนการสนับสนุนให้พม่าปฏิรูปประชาธิปไตยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าไปเดินตามรอยของอเมริกันตลอดเวลา ผลประโยชน์ของชาติอาจสูญหายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราปฏิเสธกระแสโลกเสียเลย ในปัจจุบัน เราจำเป็นต้องให้น้ำหนักมาทางความมั่นคงด้านพลังงานมากกว่า