|
|
|
ไทย-มาเลเซีย กับยุทธศาสตร์ ชนะ - ชนะ |
|
|
|
วันที่ 23-24 เมษายน 2551 นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ หลังจากเลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่งเนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียยังไม่พร้อม เพราะมีปัญหาการเมืองภายในประเทศ แต่ครั้งนี้มาเลเซียพร้อมต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยคนใหม่ซึ่งต้องการไปแนะนำตัวตามธรรมเนียม และถือโอกาสปรึกษาหารือข้อราชการที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย
ผลการหารือข้อราชการที่สองนายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าวร่วมกันนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะครอบคลุมทั้งด้านการค้า การลงทุน ความมั่นคงด้านอาหาร การศึกษา การจ้างงาน การเชื่อมโยงด้านคมนาคม และความร่วมมือเกี่ยวกับปัญหาชายแดนภาคใต้
เมื่อดูผลการหารือสองฝ่ายแล้วเห็นว่าครอบคลุมเกือบทุกด้านในส่วนที่ไทยกับมาเลเซียเกี่ยวข้องกัน กล่าวคือ ด้านการค้า ไทยกับมาเลเซียมีการค้าระหว่างกันในปี 2550 คิดเป็นมูลค่า 16,408 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 10 โดยไทยขาดดุลการค้า 826.5 ล้านดอลลาร์ ส่วนด้านการลงทุน นักลงทุนมาเลเซียได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทย หรือ บี.โอ.ไอ รวม 33 โครงการจาก 38 โครงการที่ยื่นขอ คิดป็นมูลค่า 11,556 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2549 ร้อยละ 53.6 ด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเที่ยวไทยมากที่สุดถึง 1.2 ล้านคน โดยเฉพาะการมาเที่ยวที่หาดใหญ่ในสุดสัปดาห์
มาเลเซียมีโครงการใหญ่ในการพัฒนาชายแดน 4 รัฐทางเหนือของมาเลเซีย (NCER) รวมทั้งชายฝั่งทะเลตะวันออก (ECER) หากนำมาเชื่อมกับแผนพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้และเซาร์เทอร์นซีบอร์ดของไทย น่าจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ภายใต้กรอบของความร่วมมือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (MIT-GT)
ไทยต้องการความช่วยเหลือจากมาเลเซียในเรื่องการศึกษา การสอนศาสนาอิสลามซึ่งมาเลเซียมีประสบการณ์สูงในการบริหารจัดการการเรียนการสอนศาสนา นอกจากนี้ มาเลเซียได้ให้ทุนการศึกษาและช่วยอบรมครูสอนศาสนาจากไทย เพื่อไม่ให้การเรียนการสอนถูกนำไปบิดเบือนโดยกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่ง ส่วนแรงงานไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เข้าไปทำงานในมาเลเซียทางภาคเกษตรและบริการนั้น มาเลเซียจะอำนวยความสะดวกแก่แรงงานไทยและให้การฝึกอบรมให้มีทักษะสูงขึ้น ซึ่งช่วยแก้ไขการว่างงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยในระดับหนึ่ง การศึกษาและการจ้างงานเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามแก้ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ด้านความร่วมมือด้านอาหารนั้น มาเลเซียผลิตข้าวไม่พอกับการบริโภคในประเทศ เพราะมีแหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่รัฐเคดาห์เท่านั้น มาเลเซียต้องนำเข้าข้าวจากไทย การพบปะกันครั้งนี้เท่ากับเป็นสร้างหลักประกันความมั่นคงด้านอาหารให้กับมาเลเซีย และกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคด้วย เพราะปีนี้เป็นปีที่ทั่วโลกเจอกับวิกฤติอาหารซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมืองภายใน
นโยบายด้านความมั่นคงของมาเลเซียยึดอาเซียนเป็นหลักในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ และพยายามบทบาทนำในกลุ่มประเทศอิสลาม ส่วนความมั่นคงในประเทศนั้น รัฐบาลมาเลเซียให้ความสำคัญสูงสุดโดยใช้กฎหมายความมั่นคงภายในเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคง แม้จะถูกวิจารณ์จากตะวันตกว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่มาเลเซียเห็นว่านี่เป็นกิจการภายในของตน
การแก้ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหัวใจสำคัญของไทย ความร่วมมือจากมาเลเซียเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งที่รัฐบาลจะมองข้ามไม่ได้ รัฐบาลไทยและมาเลเซียต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันในเรื่องนี้ เพราะนี่คือปัญหาความมั่นคงร่วมกัน ไม่ใช่เป็นปัญหาของไทยแต่ฝ่ายเดียว เนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมาเลเซียทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะมาเลเซียก็มีปัญหากับกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งในรัฐกลันตันและตรังกานูที่เป็นฝ่ายค้าน อีกทั้งรัฐบาลมาเลเซียเจอปัญหาจากกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งก่อนไทยเสียอีก
มาเลเซียซี่งมีบทบาทสำคัญและมีอิทธิพลไม่น้อยในองค์การประชุมอิสลาม (OIC) สามารถช่วยไทยได้ไม่มากก็น้อยในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ และสะกัดการสนับสนุนจากนอกประเทศ การพบปะกันครั้ง นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ และให้ความร่วมมือและสนับสนุนอย่างดียิ่งทั้งในกรอบทวิภาคี และกรอบองค์การประชุมอิสลาม (OIC) ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการข่าว รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือว่าเป็นสัญญานที่ดีสำหรับรัฐบาลชุดนี้ ที่ยืนยันว่าจะใช้แนวทางสันติและสมานฉันท์ในการแก้ไขปัญหา
สิ่งที่ผู้นำไทยทุกยุคต้องตระหนักในการดำเนินความสัมพันธ์ระดับผู้นำกับมาเลเซีย คือ รัฐบาลมาเลเซียนิยม การทูตแบบเงียบ กล่าวคือ หากผู้นำไทยมีปัญหาอะไรก็ขอให้พูดกับผู้นำมาเลเซียโดยตรง อย่าพูดผ่านสื่อ แทนที่จะแก้ปัญหาได้ง่ายกลับยุ่งยากกว่าที่คิด หรือสิ่งใดที่ตกลงเป็นการภายใน ก็ไม่ควรเอาไปเปิดเผยให้สื่อมวลชนทราบ
ส่วนเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่มีข่าวว่านายกรัฐมนตรีไทยต้องการหยิบยกขึ้นมาพูดกับมาเลเซียนั้น ไทยกับมาเลเซียมีความตกลงว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยาม อังกฤษ เมื่อ 4 มีนาคม 2454 ซึ่งขณะนั้นมาเลเซียหรือมลายูยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ รัฐบาลมาเลเซียให้ความร่วมมือกับไทยในเรื่องนี้ด้วยดีตลอดมาแบบเงียบ ๆ ฝ่ายไทยต้องตระหนักว่า มาเลเซียต้องการให้ความร่วมมือแบบเงียบที่สุด ฝ่ายมาเลเซียค่อนข้างอึดอัดใจกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ ชอบเอาหน้า หาความดีความชอบให้กับตนเองโดยให้ข่าวกับสื่อมวลชน หรือผู้ต้องหาหายตัวไปโดยไร้ร่องรอย ทำให้เกิดผลกระทบทางการเมืองภายในของมาเลเซีย ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องกำชับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติของไทยให้ปฏิบัติตามข้อตกลงกับมาเลเซียอย่างเคร่งครัด
เช่นเดียวกับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการข่าว สิ่งที่ทางการมาเลเซียอึดอัดใจเพราะความไม่เป็นเอกภาพของฝ่ายไทยจนพวกเขาไม่รู้ว่า หน่วยงานใดเป็นตัวแทนที่แท้จริงของไทยกันแน่ ขณะเดียวกัน ก็เปิดจุดอ่อนให้ฝ่ายมาเลเซียแสวงประโยชน์จากความไม่เป็นเอกภาพของฝ่ายไทยได้ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยต้องแก้ไข
ไทยกับมาเลเซียเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่แยกกันไม่ออก แม้บางครั้งลิ้นอาจกระทบกับฟันบ้าง แต่ลิ้นกับฟันต้องอยู่ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก
|
|
|
|