วิเคราะห์ข่าว
เครื่องมือบริหารความมั่นคงแห่งชาติ

ท่านผู้อ่านท่านหนึ่งติดต่อมาบอกว่า เห็นด้วยกับข้อความตอนหนึ่งในบทความฉบับอาทิตย์ที่แล้วที่ว่า “ เมื่อมีปัญหา เราต้องหาทางแก้ไขปัญหานั้น แต่ถ้าแก้ไขไม่ได้ เราก็จำเป็นต้องต้องอยู่กับมัน แต่จะอยู่กับมันโดยมีวิธีบริหารจัดการไม่ให้ปัญหานั้นลุกลามเป็นอันตรายกับเรา ” ก่อนหน้านี้ มีผู้อ่านอีกท่านหนึ่งบอกว่า ได้อ่านบทความเรื่อง “การบริหารจัดการความมั่นคงแห่งชาติ” แล้ว และอยากให้ขยายความเรื่อง “ เครื่องมือ ” ในการบริหารจัดการความมั่นคงว่าจะใช้กันอย่างไร ดังนั้น วันนี้ ผมขอฉลองศรัทธาของท่านผู้อ่านโดยจะพูดเรื่องเครื่องมือการบริหารความมั่นคงของชาติ ในรูปแบบที่ไม่ใช่วิชาการนัก แต่เป็นแบบเล่าสู่กันฟัง

บรรดาผู้ที่ทำงานที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติจะชินกับคำนี้ คือ “ คนตายได้ แต่ประเทศชาติตายไม่ได้”

คนเราเมื่อเกิดก็ต้องมีตาย อย่างไรก็ดี โดยทั่วไป ทุกคนต้องการมีชีวิตอยู่ยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในช่วงชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ย่อมประสบกับ “อันตราย” จากภายนอกซึ่งได้แก่ อุบัติเหตุต่าง ๆ ฯลฯ และอันตรายจากภายในซึ่งได้แก่โรคภัยไข้เจ็บ ที่จะทำให้ เจ็บป่วย บาดเจ็บ พิการ จนเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรได้

ประเทศชาติก็เหมือนกับคน ที่ต้องเผชิญกับอันตรายที่เรียกว่า “ภัยคุกคาม” จากภายนอกและภายใน จากภายนอกคือการรุกรานจากประเทศอื่น เช่นภัยคุกคามจากลัทธิล่าอาณานิคมสมัยเก่าที่ใช้เรือปืนและกำลังทหารเข้ายึดครอง การคุกคามด้วยกำลังทหารขนาดใหญ่ หรือในสมัยโลกาภิวัฒน์ ที่เกิดลัทธิล่าอาณานิคมแบบใหม่ ที่แย่งชิงความมั่งคั่งของประเทศผ่านสงครามการค้าและสงครามการเงิน ส่วนภัยคุกคามจากภายในประเทศนั้น มาจากภาวะความไม่สงบเรียบร้อยภายใน การทุจริตคอรัปชั่น ความแตกแยก ซึ่งเปรียบเสมือนโรคภัยไข้เจ็บ

สิ่งหนึ่งที่คนและประเทศไม่เหมือนกันคือ คนตายได้ แต่ประเทศชาติจะตายไม่ได้

ประเทศชาติตาย หมายถึง การสูญเสียอธิปไตย อธิปไตยของชาติหมายถึง “อิสระในการตัดสินใจโดยไม่อยู่ภายใต้การบงการจากต่างชาติให้กระทำการหรือละเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ” ชาติที่ตกเป็นเมืองขึ้น หรือถูกยึดครอง ย่อมหมายถึงการที่มีต่างชาติเข้ามา “บงการ” การกระทำของเรา ดังนั้น เราต้องช่วยกันไม่ให้ประเทศชาติตาย ดังเช่นที่อดีตบูรพมหากษัตราธิราชเจ้าได้รักษาประเทศชาติไว้ให้เป็นมรดกสำหรับลูกหลานไทยจนถึงปัจจุบัน

จากการประมวลวิธีการที่ชาติต่าง ๆ ได้ใช้เพื่อรักษาเอกราชอธิปไตยของตน จนทำให้ประเทศชาติ “อยู่รอดปลอดภัย” จากภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอกประเทศมาได้นั้น ประกอบด้วย (1) การข่าวกรอง (2) การทูต (3) เศรษฐกิจ (4) การบังคับใช้กฎหมาย (5) การทหาร ซึ่งเป็นเครื่องมือหลัก นอกจากนี้อาจมีเครื่องมือย่อย ๆ ลงไปอีก

การข่าวกรอง ( Intelligence) หมายถึง ข่าวที่รัฐบาลสามารถนำไปใช้เพื่อทำให้ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัยได้ การข่าวกรองเปรียบเสมือน “ หู-ตา” ของรัฐบาล ข่าวกรองมีหน้าที่ “แจ้งเตือนภัยล่วงหน้า” (Early Warning) ให้รัฐบาลได้ทราบเพื่อหาทางป้องกัน ป้องปราม แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ทุกประเทศจึงให้ความสำคัญแก่การข่าวกรองของชาติมาก และลงทุนในเรื่องนี้มากเพื่อหวังผลในระยะยาว

ปัจจุบัน ทุกประเทศมีโอกาสเข้าถึง “ข้อมูลข่าวสาร” (Data / Information) ได้อย่างเท่าเทียมกัน แต่แพ้ชนะตัดสินกันที่ใครจะสามารถเปลี่ยนข้อมูลนั้นเป็น “ความรู้” (Knowledge) และช่วงชิงนำความรู้นั้นไปใช้ได้ก่อนกัน ดังนั้น ระบบการข่าวกรองนอกจากให้ความสำคัญกับการรวบรวมข่าวทางเปิดเผยและทางลับแล้ว ยังให้ความสำคัญต่อการวิเคราะห์วิจัยข่าวอย่างมาก โดยเฉพาะสงครามในโลกปัจจุบันเปลี่ยนรูปแบบเป็น “สงครามข่าวสาร” และ “สงครามการค้า-การเงิน” มากกว่าการใช้กำลัง

การทูต ( Diplomacy) มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะปัญหาและภัยคุกคามไม่ได้เกิดขึ้นโดด ๆ แต่จะเกี่ยวพันกับนอกประเทศเสมอ หรือชิ่งกระทบกันไปมาระหว่างในและนอกประเทศ พระมหากษัตริย์ของไทยและผู้นำรัฐบาลในอดีตได้ใช้การทูตเป็นเครื่องมือในการทำให้ประเทศไทยอยู่รอดปลอดภัยได้ตลอดมา ทฤษฎีการถ่วงดุลอำนาจเป็นหัวใจที่ไทยนำมาใช้อย่างได้ผลทำให้ไทยผ่านวิกฤตมาได้ด้วยดีทุกครั้ง

การทูตมีวัตถุประสงค์ในการ “เพิ่มมิตร” และ “ลดสัตรู” ถ้าเรามีสัตรูน้อยลง และมีมิตรมากขึ้น มิตรจะช่วยเราในการปกป้องภัยจากสัตรูได้ การทูตมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทางการทหาร กล่าวกันว่า ค่าใช้จ่ายทางการทหาร 1 วันนั้น การทูตใช้ได้ 1 ปี

การเศรษฐกิจ ในสมัยสงครามเย็น เวลาจะดูว่าประเทศใดแข็งแกร่งกว่ากันมักจะดูจากพลังอำนาจทางการทหาร กำลังพล อาวุธ อำนาจการยิงฯลฯ แต่โลกปัจจุบัน การพิจารณาว่าประเทศใดจะแข็งแรงกว่ากันมาดูที่เศรษฐกิจ เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเปรียบเสมือนร่างกายที่แข็งแรง สุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน และสามารถนำไปพัฒนากองทัพได้อีกด้วย นอกจากนั้น เศรษฐกิจยังใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองและทำให้ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัยได้

การบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforment) ประเทศที่พัฒนาแล้วให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญประการหนึ่งในการบริหารความมั่นคงของชาติ แต่ต้องเป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน ประเทศที่ละเลยหรือไม่จริงจังกับการบังคับใช้กฎหมายมักจะทำให้บ้านเมืองมีปัญหาด้านความมั่นคง ประเทศไทยในขณะนี้ค่อนข้างสับสนกับคำว่า “ประชาธิปไตย” และ “การบังคับใช้กฎหมาย” กับนโยบาย “สมานฉันท์” จนทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายในระดับหนึ่ง

การทหาร เป็นเครื่องมือการบริหารความมั่นคงของชาติที่จะถูกนำมาใช้เป็นโอกาสสุดท้าย เมื่อเครื่องมืออื่น ๆ ใช้ไม่ได้ เพราะเมื่อนำทหารออกมาใช้แล้ว หมายถึงว่า เราไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว โดยทั่วไป การทหารนำมาใช้เมื่อเกิดสงครามหรือเกิดการสู้รบกัน เมื่อเกิดสงคราม การทหารจะเป็นปัจจัยตัดสินแพ้-ชนะ ในกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การที่นำทหารออกมาเพราะเกินกำลังของตำรวจผู้รักษากฎหมายและฝ่ายปกครองแล้ว

ในยามสันติ ผู้บริหารจะใช้เครื่องมือด้านข่าวกรอง การทูต เศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมายไปพร้อม ๆ กัน เมื่อมีการนำเครื่องมือทางการทหารออกมาใช้เพื่อการป้องปราม การแสดงพลัง การขู่ หรือการใช้กำลัง มาตรการอื่น ๆ ก็ต้องเดินหน้าไปพร้อมๆ กัน นอกจากนั้น ต้องคิดด้วยว่า จะใช้กับใคร ที่ไหน เมื่อไร การใช้เมื่อจังหวะเวลาที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ

การบริหารความมั่นคงของชาตินั้น ถ้ายึดหลักข้างต้นไว้ ความคิดและวิธีการจะไม่แตกแยกกันไปคนละทิศ ส่วนรายละเอียดนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม สำคัญที่สุดสำหรับนักบริหารความมั่นคงของประเทศไทย คือ “การประสานงาน” เพื่อรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว หลายปัญหาความมั่นคงที่ยืดเยื้อจนถึงขณะนี้เพราะนอกจากไม่เข้าใจวิธีการบริหารจัดการความมั่นคงของชาติแล้ว ยังขาดการประสานงานที่ดี

หวังว่าบทความสั้น ๆ ที่ไม่เป็นวิชาการชิ้นนี้คงตรงกับความต้องการของท่านผู้อ่านที่ขอมา จึงขอเผยแพร่ให้กับท่านผู้อ่านอื่น ๆ ที่สนใจเรื่องนี้ไปพร้อมกันด้วย