วิเคราะห์ข่าว
1 ปี “คมช.-ขิงแก่” แค่สอบผ่าน

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนติดปีกบินในความรู้สึกของคนบางคน แต่บางคนอาจรู้สึกว่าเวลาเดินไปช้าเหลือเกิน เพราะอยากกลับบ้านเต็มทนแล้ว นี่ใกล้จะครบรอบ 1 ปีของการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เราลองมาสำรวจดูว่า หนึ่งปีที่กำลังจะไปผ่านไป คมช.และรัฐบาล ได้ทำงานประสบความสำเร็จหรือไม่ มากน้อยเพียงใด หรือมีความคืบหน้าแค่ไหน

ถ้าจะประเมินความคืบหน้าหรือความสำเร็จในการทำงานของ คมช. และรัฐบาล ก็ต้องหาตัวตั้ง และตัวตั้งที่ดีที่สุดน่าจะเป็น “ แถลงการณ์ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” วันที่ 19 กันยายน 2549 เวลา 23.50 น. ซึ่งอ้างถึงเหตุผลและความจำเป็นในการยึดอำนาจ โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ 4 ประการคือ

หนึ่ง การบริหารงานของรัฐบาลชุดก่อนก่อให้เกิดความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของชนในชาติอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอาชนะด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ และมีแนวโน้มนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

สอง การบริหารราชการแผ่นดินส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง

สาม หน่วยงาน องค์กรอิสระ ถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร (2549) ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ

สี่ หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง

จากแถลงการณ์ดังกล่าว คนจำนวนไม่น้อยยอมรับเหตุผลและความจำเป็นที่คณะปฏิรูปฯ ต้องยึดอำนาจจากรัฐบาลชุดก่อน และหวังว่า เมื่อยึดอำนาจมาแล้ว คณะปฏิรูป ซึ่งแปรสภาพเป็น คมช.ในเวลาต่อมา รวมทั้งรัฐบาลที่ คมช.ตั้งขึ้น ต้องมุ่งแก้ไขปัญหา 4 ข้อข้างต้น หรืออย่างน้อยต้องทำให้ปัญหาหรือวิกฤติดังกล่าวลดลงให้ได้

จากการสอบถามบรรดาเพื่อนฝูงคนรู้จักจำนวนนับสิบ ๆ คน และแต่ละคนก็ได้พูดคุยกับเพื่อนฝูงของพวกเขา ซึ่งเป็นชนชั้นกลางกลุ่มหนึ่งใน กทม. พอสรุปความเห็นในแต่ละหัวข้อได้ดังนี้

ในหัวข้อแรก หลายคนมองว่า คมช.และรัฐบาลไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการทำความเข้าใจและให้ความรู้และความเป็นจริงกับประชาชนที่สนับสนุนกลุ่มอำนาจเก่าทั้งที่รัฐบาลคุมเครื่องมือในการสื่อสารทุกอย่าง จนถึงขณะนี้ คนไทยยังคงขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอยู่เช่นเดิม สองฝ่ายมุ่งเอาชนะกันด้วยวิธีการหลากหลายทุกรูปแบบ โดยเฉพาะฝ่ายผู้สูญเสียอำนาจที่มีการปลุกระดมและดำเนินการในทุกรูปแบบทั้งถูกกฎหมายและเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเป็นสิ่งยืนยันได้ประการหนึ่งว่า คนไทยยังคงแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและยังขัดแย้งกันทางการเมืองอยู่เช่นเดิม ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย คมช.และรัฐบาลสอบตกในข้อนี้

หลายคนมองว่า จุดเด่นของ คมช. อยู่ที่ผลการทำงานของ คตส. และ ปปช. ซึ่ง ทำงานอย่างจริงจังโดยไม่หวั่นเกรงอิทธิพลใด ๆ แม้ประสบกับอุปสรรคนานาประการก็ตาม จนสามารถยื่นฟ้องได้หลายคดีและจะมีอีกหลายคดีตามมา ซึ่งทำให้ข้อกล่าวหาและเหตุผล ความจำเป็นของ คมช.ในการยึดอำนาจมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น คมช.และรัฐบาลสอบได้คะแนนเต็มในข้อนี้ แต่เครดิตควรเป็นของ คตส.และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องมากกว่า

สำหรับองค์กรตรวจสอบที่ คมช.ตั้งขึ้นนั้น ไม่ว่าจะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก.ก.ต. หรือ คตส.และ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการอย่างมีอิสระและยังไม่มีข่าวว่าถูกแทรกแซงหรือบงการแต่อย่างใด แต่ยังมีความพยายามของผู้กระทำผิดที่จะใช้อำนาจเงินเพื่อเบี่ยงเบนการตัดสินใจของบางสมาชิกบางองค์กรเช่นกัน คมช.และรัฐบาลสอบได้ในข้อนี้

ในกรณีการกระทำที่เป็นการหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ประชาชนยังไม่ได้ข่าวว่า คมช.และรัฐบาลสามารถนำผู้ที่ถูกพาดพิงสมัยรัฐบาลชุดก่อนมาดำเนินการตามกฎหมาย ได้แต่อย่างใด ตรงกันข้าม ในช่วงการทำงานของ คมช.และรัฐบาลชั่วคราว ปรากฎการกระทำที่มีลักษณะของการจาบจ้วง เหิมเกริม หมิ่นพระบรมราชานุภาพทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านสื่ออีเล็คโทรนิค และแผ่นปลิว การปลุกระดมจากปากต่อปากมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งประธาน คมช.ก็เคยออกมาพูดแสดงความกังวลในเรื่องนี้ รวมทั้งการมุ่งโจมตีประธานองคมนตรีอย่างเปิดเผยที่ถูกมองว่าต้องการส่งผลกระทบไปยังสถาบันสูงสุด แต่จนถึงขณะนี้ ประชาชนยังไม่เห็นความพยายามของ คมช.และรัฐบาลในการป้องกันและป้องปราม หรือนำคนผิดมาลงโทษ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ คมช.ยกมาอ้างในการยึดอำนาจ ดังนั้น คมช.และรัฐบาลสอบตกในข้อนี้

สรุปแล้ว คมช.และรัฐบาลทำข้อสอบได้เพียงร้อยละ 50 เท่านั้น

ต้องยอมรับว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า คมช.ยึดอำนาจมาแล้ว แต่ไม่ได้ใช้อำนาจที่ยึดมาทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย หรือทำให้คนไทยมีความสามัคคีกัน ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย และสร้างหลักประกันต่อความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันสูงสุดของประเทศ คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกผิดหวังกับ คมช.และรัฐบาลชุดนี้ ประธาน คมช.ก็คิดแต่จะเล่นการเมืองอย่างเดียว ส่วนหัวหน้ารัฐบาลก็รอจะ “กลับบ้าน” อย่างเดียว คนที่มีอำนาจและถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการกลับทำตัวเป็นนักประชาธิปไตย แต่คนที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตยกลับทำตัวเป็นเผด็จการแทน

นั่นเป็นเสียงสะท้อนจากคนชั้นกลางจำนวนหนึ่ง ซึ่งพวกเขาพูดจากสิ่งที่เขามองเห็น ส่วน คมช.และรัฐบาลจะมีเหตุผลที่ไม่สามารถอธิบายหรือชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบนั้น เมื่อไม่ชี้แจง ประชาชนก็ไม่ทราบ

อย่างไรก็ดี เราต้องให้ความเป็นธรรมแก่ คมช.และรัฐบาลด้วย เราเข้าใจเหตุผลและความจำเป็นที่ฝ่ายทหารต้องยึดอำนาจหลังจากที่ปล่อยให้อำนาจอื่นได้ทำหน้าที่ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ หากฝ่ายทหารปล่อยไว้ต่อไป บ้านเมืองคงเดินไปสู่วิกฤติมากกว่านี้ แต่เมื่อยึดอำนาจมาแล้ว ประชาชนหวังว่าจะใช้อำนาจแก้ปัญหาสี่ข้อนี้ให้ได้ ซึ่งบางข้อก็ดำเนินไปด้วยดี แต่บางข้อก็ไม่มีความก้าวหน้าแต่อย่างใด ถ้าให้คะแนนก็ได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

คมช.และรัฐบาลอาจมองว่า สิ่งที่ตนทำหรือละเว้นที่จะทำนั้น เป็นการมุ่งสร้างความสามัคคีของคนในชาติแล้ว ในขณะที่คนมองว่า ประชาชนยังแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอยู่ซึ่งไม่แตกต่างจากห้วงก่อนการยึดอำนาจเลยนั้น คมช.และรัฐบาลอาจมองว่า สิ่งที่ตนทำมีผลทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายลงไปกว่าเดิม ดังเช่นที่ผู้นำรัฐบาลมักพูดเสมอว่า ไม่อยากทำอะไรเพราะมองไปก็คนไทยด้วยกันทั้งนั้น แต่ท่านลืมไปว่า บ้านเมืองจะสงบเรียบร้อยได้ มาตรการอย่างหนึ่งคือ “การใช้บังคับกฎหมาย” กับคนที่ทำผิดกฎหมาย ส่วนจะบังคับใช้มากน้อยเพียงใด เมื่อไร เป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์ การที่ คมช.และรัฐบาลไม่ได้ป้องกัน ป้องปราม และดำเนินการต่อกลุ่มที่จาบจ้วง ก้าวร้าว หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้ประชาชนจำนวนเกิดความกังวลไม่น้อย

ประธาน คมช.มองว่า ตนได้นำประชาธิปไตยกลับคืนมาให้ประชาชนนับแต่วันที่ยึดอำนาจ แต่คนวิจารณ์ว่า ท่านพยายามทำตัวเป็นนักประชาธิปไตยเพราะต้องการลดกระแสกดดันที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จ มีการพูดในลักษณะประชดประชันว่า เผด็จการอยากทำตัวเป็นประชาธิปไตย ทหารอยากเล่นการเมือง จึงทำให้บ้านเมืองวุ่นวายจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ดี เราจะไปหวังกับ คมช.และรัฐบาลชุดนี้มากไปคงไม่ได้ เพราะ คมช.และรัฐบาลมีข้อจำกัดในการทำงานไม่น้อย ประการแรกคือ การปฏิวัติครั้งนี้ ผู้ถูกปฏิวัติยังสู้ต่อและยังใช้พลังที่มีอยู่สู้กับ คมช.และรัฐบาลทุกรูปแบบทั้งนอกและในประเทศ อีกทั้งข้าราชการบางกลุ่มยังเข้าเกียร์ว่าง ไม่เหมือนกับผู้ที่ถูกปฏิวัติในครั้งก่อนที่ยอมรับสภาพโดยดุษฎี ดังนั้น การทำงานของ คมช.และรัฐบาลจึงมีอุปสรรค ประการที่สอง เป็นความผิดพลาดของ คมช.ที่ไม่ยอมอายัดทรัพย์ตั้งแต่แรก ทำให้ผู้สูญเสียอำนาจมีพลังด้านการเงินส่งน้ำเลี้ยงผ่านท่อมายังนอมินีในเมืองไทยได้ ประการที่สาม คมช.และรัฐบาลจำกัดเวลาของตนเองมากเกินไป จนทำอะไรไม่ได้ หรือไม่มีอิสระในการทำงาน

บางคนเปรียบเทียบ คมช.และรัฐบาลว่า ทำตัวเป็นคนดีเหลือเกิน ถ้าเป็นนักมวยก็ต่อยแบบมวยสากล ในขณะที่คู่ต่อสู้ต่อยมวยไทย ซ้ำยังต่อยใต้เข็มขัดเสียอีก คมช.จึงเสียเปรียบมาโดยตลอด

ฝรั่งเคยพูดว่า Put the right man in the right job but at the wrong time.