|
|
|
องค์จตุคามรามเทพกับการเมืองไทย |
|
|
|
ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา พรรคพวกเพื่อนฝูงยังคงวิจารณ์เกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ซึ่งถือว่าเป็นบทเรียนสำหรับผู้สนใจการเมืองของไทยแลนด์ซึ่งแทบจะไม่มีใครเหมือน
ก่อนศาลอ่านคำวินิจฉัยประมาณ 1 สัปดาห์ พรรคพวกเพื่อนฝูงและคนสนใจการเมืองโทรศัพท์สอบถามกันให้วุ่นไปหมดว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินออกมาอย่างไร คนส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดแทบไม่สนใจสามพรรคเล็กเลย แต่โฟกัสไปที่พรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์เป็นสำคัญ ว่าจะโดนยุบทั้งสองพรรคหรือไม่โดนเลย หรือโดนยุบพรรคเดียว หากโดนยุบ คณะกรรมการบริหารจะโดนพวงเล็กหรือพวงใหญ่ มีการพนันขันต่อกันอย่างสนุกสนาน
บางคนหาข่าวเพราะเล่นหุ้นไว้มาก มีการวิเคราะห์ปฏิกิริยาของตลาดว่า หากยุบพรรค ตลาดจะตอบสนองอย่างไร หากไม่ยุบพรรค ตลาดจะเป็นอย่างไร ถ้าหุ้นมีแนวโน้มตกมากก็จะได้เททิ้งขายไปก่อน แล้วค่อยช้อนซื้อทีหลัง หากหุ้นไม่ตก จะได้เก็บไว้
ก่อนศาลรัฐธรรมนูญประกาศคำวินิจฉัยเพียงวันเดียว การต่อรองเป็นไปอย่างดุเดือด ที่สปอร์ตคลับซึ่งเป็นศูนย์รวมของบรรดาไฮโซทั้งหลาย กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยคนหนึ่งตั้งประเด็นว่า พรรคโดนยุบแน่ ใครจะรองเท่าไรไม่มีอั้น สำหรับสปอร์ตคลับนั้น การพูดถึง เลข 7 หลักดูเป็นเรื่องปกติมาก รายการนี้มีการรับแทงถึงเลข 8-9 หลัก ข่าวไม่ได้บอกว่ามีใครรองบ้างหรือไม่อย่างไร
แม้สื่อพยายามหาข่าวกันให้วุ่นไปหมด แต่ไม่มีใครรู้แน่นอนว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร ส่วนใหญ่เป็นการเดาเอาเอง หรือพูดในสิ่งที่ตนอยากให้เป็นมากกว่า บางคนมีการปล่อยข่าวชนิดที่รู้ว่าคะแนนจะออกมาเท่าไรด้วยซ้ำ จนเป็นเรื่องฮือฮากันทั่วไป แต่ผลที่ออกมาจริงๆเป็นคนละเรื่องไปเลย แสดงว่าผู้ปล่อยข่าวมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองแน่นอน หรือหวังชี้นำให้ศาลรัฐธรรมนูญไขว้เขว ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนวันวินิจฉัย 1-2 วัน คนที่อยู่ในสายของพรรคไทยรักไทยยังออกมาปล่อยข่าวว่า ศาลจะไม่มีการวินิจฉัยเพราะจะทำให้เกิดความแตกแยก
สะท้อนให้เห็นว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้เก็บความลับได้ดีมาก ไม่ว่าเพื่อนฝูงหรือคนในครอบครัวจะหลอกหาข่าวอย่างไร ตุลาการแต่ละท่านปิดปากเงียบ และยึดหลัก เรื่องของคนอื่นไม่ยุ่ง มุ่งแต่คำวินิจฉัยของตนเอง ไม่เหมือนกับศาลรัฐธรรมนูญชุดก่อน ๆ ที่สื่อเดาได้ล่วงหน้าว่าผลจากออกมาอย่างไร คะแนนจะเป็นเท่าไร และผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่สื่อลงข่าว
ในวันที่ 29 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่ตุลาการแต่ละท่านต้องชี้แจงคำวินิจฉัยเฉพาะตน และร่วมร่างคำวินิจฉัยกลาง การหาข่าวเป็นไปอย่างดุเดือด สื่อพยายามสอบถามทุกแหล่งข่าวที่มีอยู่ว่าพอจะมีระแคะระคายบ้างหรือไม่ว่าผลจะออกมาในรูปใด ตุลาการแต่ละท่านถูกห้ามติดต่อกับโลกภายนอกเด็ดขาด ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์ของศาลฎีกา ทุกคนต้องกินนอนอยู่บนศาลฎีกาจนกว่าจะถึงวันรุ่งขึ้นที่ต้องขึ้นรถมาศาลรัฐธรรมนูญพร้อมกัน แม้แต่การประชุมยังต้องเปลี่ยนห้องบ่อย ๆ เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีมือดีแอบเอาไมโครโฟนมาซ่อนไว้หรือไม่
วันที่ 30 พฤษภาคม คนส่วนใหญ่ใจจดจ่ออยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเริ่มการพิจารณาพรรคประชาธิปัตย์เมื่อเวลา 09.30 น. คนที่ไม่มีธุระออกไปไหนก็นั่งเฝ้าจอโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน คนที่ทำงานก็ดูอยู่ที่ทำงาน คนที่ขับรถอยู่ก็ฟังทางวิทยุในรถ คอการเมืองที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทยก็ไปลุ้นกันที่สำนักงานใหญ่ของพรรคไทยรักไทย แฟน ปชป. ก็ไปที่พรรคประชาธิปัตย์ มีส่วนหนึ่งไปลุ้นที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ อากาศวันนั้นก็เป็นใจเพราะหากมีฝนตกหนักลงมา คนที่อยู่หน้าศาลรัฐธรรมนูญคงเปียกปอนไปตาม ๆ กัน สำหรับแฟน ทรท.รอลุ้นฟังคำวินิจฉัยอยู่จนดึกดื่น
อารมณ์ของคอการเมืองในวันนั้น มีทั้งดีใจและเสียใจ แฟนประชาธิปัตย์กระโดดโลดเต้นดีใจเมื่อศาลยกฟ้อง ในขณะที่แฟนไทยรักไทยเศร้าซึม หลายคนร้องให้ แม้ว่าแกนนำของพรรคพยายามปลอบใจและกระตุ้นสร้างขวัญกำลังใจต่อสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุน
นักกฎหมายหลายคนวิจารณ์ว่า พรรคไทยรักไทยเตรียมการสู้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ เพราะไทยรักไทยไปสู้ในประเด็นที่ศาลไม่มีอำนาจพิจารณาคดีมากกว่าที่จะสู้ในประเด็นข้อเท็จจริง กลายเป็นว่าทีมงานพรรคไทยรักไทยไปสู้กับศาลแทนทั้งที่ตนเองเป็นจำเลย และการต่อสู้ดูเหมือนว่าไม่แน่ใจว่าตนจะรอดหรือไม่ จึงมีการขอความกรุณาศาลทำนองว่าอย่าลงโทษให้แรงเกินไป และอ้างจำนวนสมาชิกพรรค 14 ล้านกว่าคนขู่ศาล โดยคิดว่าศาลไม่น่าตัดสินยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรคเนื่องจากกลัวสมาชิกพรรค 14 ล้านกว่าคนก่อความวุ่นวายหากยุบพรรค แต่ก็ไม่ได้ผล ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้นเน้นสู้เรื่องข้อเท็จจริงจนสามารถปลดล็อคข้อกล่าวหาได้ทั้งหมด หลายคนบอกว่าต้องให้เครดิตกับคุณชวน หลีกภัย หัวหน้าทีมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่วางแผนไว้ดี
สถานการณ์ในวันที่ 30 พฤษภาคม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้ว่าที่สนามหลวงมีความพยายามของกลุ่มคนวันเสาร์โหนกระแสแจกเหรียญจตุคามรามเทพรุ่น 1 บาทปราบกบฎ โดยหวังว่าจะดึงคนได้เป็นหมื่นคนแสนคนเหมือนกับที่คนนับแสนคนแห่ไปจองและเช่าเหรียญจตุคาม-หลวงปู่ทวดที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อแสดงพลังกดดันศาลรัฐธรรมนูญและใช้ชื่อคนจองไปถวายฎีกาปลดประธานองคมนตรีต่อไป แต่ปรากฎว่ามีคนมารับเหรียญเพียงพันกว่าคนเท่านั้น เช่นเดียวกับกลุ่ม พีทีวี. ที่อาศัยบารมีขององค์จตุคามรามเทพแจกเหรียญรุ่น 1 บาทปราบกบฎในการชุมนุมที่สนามหลวงในวันต่อมา หลายคนวิจารณ์ว่า เดี๋ยวนี้เขาเอาองค์จตุคามรามเทพมาเล่นการเมืองกันแล้วหรือ
น่าเห็นใจองค์จตุคามรามเทพซึ่งท่านไม่ได้มีเวลาพักผ่อนเลยช่วงนี้ นอกจากเสด็จไปร่วมในพิธีปลุกเสกเหรียญทั่วราชอาณาจักรแล้ว ยังต้องเสด็จมาชุมนุมที่สนามหลวงอีกด้วย ปีที่แล้วท่านก็ยังไม่เหนื่อยเท่านี้ เพราะมีเพียงแกนนำบางคนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้นที่อัญเชิญธงจตุคามรามเทพมาปักไว้ที่ส่วนหนึ่งของเวที และบูชาองค์จตุคามรามเทพก่อนออกเวทีปราศรัยทุกครั้ง แต่ปีนี้ใคร ๆ ก็รู้จักท่าน ท่านคงถูกอัญเชิญมาที่สนามหลวงบ่อยขึ้น
อย่างน้อย ท่านก็ทำให้คนกลุ่มหนึ่งรวยขึ้น เพราะเหรียญรุ่น 1 บาทปราบกบฎถูกปั่นราคาจาก 1 บาทเป็น 300 บาทในวันเดียว คนที่ผลิตและแจกอาจรวยเละไปเลยก็ได้ เพราะยังมีเหรียญที่ยังไม่ได้แจกไว้อีกแยะ
|
|
|
|