|
|
|
ปลดปมการเมือง |
|
|
|
ก่อนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีเดินทางไปญี่ปุ่น ท่านได้ปลดปมทางการเมืองบางประการที่ถูกกลุ่มคนในจากในและนอกประเทศกดดัน นั่นคือ การฟื้นฟูประชาธิปไตยในประเทศซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ และการตัดสินใจยังไม่ยอมใช้ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อจัดการปัญหาม็อบ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มเงื่อนไขทางการเมืองเข้าไปอีก
การประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ใช่เรื่องเสียหายหรือเป็นสิ่งที่เลวร้ายในตัวของมันเอง ปัญหาอยู่ที่ว่า จะประกาศเมื่อไร ประกาศอย่างไร ประกาศกับใคร ด้วยเหตุผลอะไร มีความชอบธรรมในขณะนั้นหรือไม่ และชอบธรรมในสายตาของใคร มากกว่า
มีความพยายามสร้างความแตกแยกระหว่างรัฐบาลกับ คมช. เพื่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และขยายความไม่ไว้วางใจนั้น สื่อก็เอาข่าวนี้ไปขยายเพื่อให้ขายได้ซึ่งเป็นธรรมชาติของสื่อ แต่ผมมองว่า ข้อยุติที่เกิดขึ้นเป็นการหารือระหว่างรัฐบาลกับ คมช. อย่างมีเหตุผล และหาบทสรุปร่วมกัน ไม่ใช่เป็นการ หักดิบ เหมือนที่สื่อบางฉบับพาดหัวข่าว
เป็นที่เข้าใจว่า คมช.ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ย่อมไม่สบายใจกับสิ่งที่ม็อบตัวแทนกลุ่มอำนาจเก่า ออกมาเคลื่อนไหว หากไม่ออกมาปราม การชุมนุมอาจขยายตัวลุกลามมากขึ้นจนยากจะควบคุมได้ แต่เมื่อมีการประมาณสถานการณ์ร่วมกันแล้ว ทั้งรัฐบาล และ คมช. เห็นว่า น่าจะยังไม่ถึงเวลาที่จะประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินเพราะมีวิธีอื่นที่จะจัดการกับม็อบได้ จึงยังไม่ประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้หมายถึงว่า จะไม่มีการใช้มาตรการนี้ในอนาคต เพราะถ้าสถานการณ์เลวร้ายจนทำให้บ้านเมืองเสียหาย รัฐบาลและ คมช. ซึ่งไม่มีทางเลือกอื่น อาจประกาศภาวะฉุกเฉินได้
ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อประกาศแล้ว จะสร้างความชอบธรรมและให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยได้อย่างไร
นับว่ารัฐบาลและ คมช.ร่วมกันตัดสินใจและเลือกจังหวะเวลาได้ถูกต้อง โดยนายกรัฐมนตรีเลือกประกาศก่อนที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น และเท่ากับเป็นการปลดเงื่อนไขที่กลุ่มอำนาจเก่าตั้งไว้ได้ในระดับหนึ่ง เราลองนึกภาพว่า ถ้ารัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินในสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากกลุ่มอำนาจเก่าและผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้ายนำไปขยายผล และสร้างความวุ่นวายเพิ่มขึ้นแล้ว นายกรัฐมนตรีคงไม่รู้จะตอบคำถามจากรัฐบาลและสื่อมวลชนญี่ปุ่นได้อย่างไร ในเมื่อสถานการณ์ยังไม่สุกงอมพอที่จะสร้างความชอบธรรมในการประกาศภาวะฉุกเฉิน
นอกจากการไม่ยอมประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรียังประกาศด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเสร็จในเดือนกรกฎาคม และจะมีการลงประชามติในวันที่ 3 กันยายน และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 15 หรือ 23 ธันวาคม 2550 เท่ากับเป็นการปลดเงื่อนทางการเมืองที่กลุ่มอำนาจเก่าและกลุ่มประชาธิปไตยผูกไว้ ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพร้อมจะถอนตัวทันทีเมื่อหมดภารกิจ เพื่อลดกระแสหวาดระแวง
การเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจึงสะดวกใจที่จะชี้แจงต่อสื่อมวลชนและรัฐบาลญี่ปุ่นได้เต็มที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ทำความเข้าใจต่อรัฐบาลและสื่อมวลชนญี่ปุ่น ในสิ่งที่มีคนพยายามบิดเบือนว่าไทยปิดประเทศ และไม่ยอมรับการลงทุนจากภายนอก โดยพยายามแปลความหมายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปในทางที่ผิด ซึ่งคงไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก คนไทยด้วยกันเองนี่แหละ ความสำเร็จในการเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ นอกจากทำให้คนญี่ปุ่นได้เข้าใจความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในไทยแล้ว ยังสะท้อนไปยังประเทศตะวันตกอื่น ๆ ซึ่งเป็นต้นแบบประชาธิปไตยด้วย
หลายคนสงสัยว่า ในขณะที่อยู่เมืองไทย พล.อ.สุรยุทธ์ ค่อนข้างสงวนปากสงวนคำที่จะกล่าวพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่ากรณีใด ๆ จนหลายคนสงสัยว่า คนทั้งสองมีข้อตกลงลับกันหรือไม่อย่างไร แต่การเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ ท่านได้ชี้แจงเบื้องหลังของความจำเป็นที่ทหารต้องออกมา แทรกแซงโดยสันติ และประกาศช่วง พักเวลา เพื่อฟื้นฟูประเทศจากความบอบช้ำ สุนทรพจน์และการให้สัมภาษณ์ของท่านย่อมพาดพิงถึงคุณทักษิณอย่างช่วยไม่ได้ เพื่อให้คนญี่ปุ่นได้เข้าใจ ประเทศไทย มากขึ้น นัยหนึ่ง ประเทศชาติหรือส่วนรวมต้องมาก่อนความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล
เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ เดินทางกลับจากญี่ปุ่นถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ผู้สื่อข่าวคงไปรุมล้อมสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี โดยที่ บ.ก.ข่าวคงไม่สนใจผลสำเร็จของการเยือนนัก แต่จะสนใจเรื่องที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงและให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับคุณทักษิณในหลายประเด็น เพราะนี่คือข่าวเด่นข่าวดังที่สามารถเล่นต่อเนื่องได้หลายวัน อย่างไรก็ดี คอการเมืองต้องคอยจับตาดูปฏิกิริยาจากคุณทักษิณ ว่าจะออกมาตอบโต้อย่างไร? เพราะป่านนี้ บรรดาลูกสมุนและทนายความคงตัดข่าวส่งคำสัมภาษณ์ของ พล.อ.สุรยุทธ์ ต่อสื่อมวลชนญี่ปุ่นไปให้คุณทักษิณเรียบร้อยแล้ว
|
|
|
|