|
|
|
อย่าสิ้นหวัง
แค่พรรคถูกยุบ |
|
|
|
เป็นที่ทราบกันดีว่า ไม่ว่าผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร ยุบทั้ง 2 พรรคใหญ่ หรือไม่ยุบทั้ง 2 พรรค หรือยุบพรรคหนึ่งพรรคใด หรือแม้แต่ไม่มีคำวินิจฉัยออกมาเลย ก็ย่อมมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจจากคนในพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องและจากคนดู
ก่อนคำวินิจฉัยจะออกมาในวันที่ 30 พ.ค. 2550 ไม่มีใครรู้ผลคำวินิจฉัย ข่าวที่ออกมาว่าผลจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ บางคนบอกรายละเอียดด้วยซ้ำว่าคะแนนจะเป็นเท่านั้นเท่านี้ แต่ไม่มีใครรู้จริงสักราย นอกจากคิดเอาเองหรือมีการปล่อยข่าวจากฝ่ายที่อยากให้เป็น ทำให้เซียนพนันพังไปแล้วหลายราย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้เก็บความลับได้เป็นอย่างดี
ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาแนวใด เรามีความเชื่อมั่นในตุลาการรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ท่านอย่างเต็มที่ และเห็นถึงความ กล้าหาญ ของท่านที่ตัดสินอย่างตรงไปตรงมา ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ไม่อยู่ภายใต้การกดดันจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือไม่กลัวคำขู่ที่ว่าอาจมีคนกว่า 10 ล้านคนลุกฮือขึ้นมาหากตุลาการตัดสินไม่ถูกใจคนเหล่านั้น ที่สำคัญคือประชาชนส่วนใหญ่ รับได้ กับคำวินิจฉัย
แกนนำพรรคที่ถูกยุบและกรรมการบริหารถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ย่อมเสียใจเป็นของธรรมดา แม้ว่าพอจะทราบชะตากรรมของตนเองมาก่อนแล้วก็ตาม แต่เมื่อศาลมีคำวินิจฉัยก็ทำใจไม่ได้ แกนนำบางคนเกิดอาการ สติแตก ควบคุมอาการไม่อยู่ ปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือสติ เมื่อพูดจาออกมาในช่วงที่ยังคุมสติไม่ได้ กลับเป็นผลเสียต่อตัวเองและพรรค เพราะคำพูดเหล่านี้ถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์การเมืองไปแล้ว
ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 25 พ.ค. เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ไม่ว่าศาลจะตัดสินออกมาอย่างไรก็ตาม จะเคารพในคำวินิจฉัยของศาลอย่างเต็มที่ แต่เพียง 5 วันผ่านไปจากวันที่ 25 มาถึงวันที่ 30 พ.ค. คำพูดถูกเปลี่ยนชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เป็นคำพูดที่ออกมาจากอารมณ์มากกว่าเหตุผล
หนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์น่าจะเอาภาพเหตุการณ์ของใครคนหนึ่งที่พูดในวันที่ 25 กับวันที่ 30 พ.ค.มาลงคู่กัน ซ้ายมือเป็นคำกล่าววันที่ 25 และขวามือเป็นคำกล่าวของวันที่ 30 ถ้าเป็นโทรทัศน์ก็เอาภาพที่คนผู้นี้พูดในวันที่ 25 มารีเพลย์ แล้วตัดไปที่คำพูดวันที่ 30 จะเห็นความแตกต่างของอารมณ์ที่ตรงกันข้าม
เป็นที่เข้าใจได้ในความรู้สึกของผู้ที่สูญเสีย โดยเฉพาะนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ถือว่าเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ต้องใช้เวลาทำใจนานพอสมควร แต่คนที่เป็นระดับแม่ทัพนายกองต้อง นิ่ง กว่านี้จึงจะมีความสง่างาม การออกมาโวยวายเป็นเรื่องของเด็กๆ ระดับทหารเลวแถวโคนต้นมะขามสนามหลวงซึ่งมีหน้าที่ตะโกนท้ารบหรือท้าตีท้าต่อย
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็นวันสุดท้ายของโลกใบนี้ หรือทำให้พรรค แตกสลายไปโดยสิ้นเชิง แม่ทัพต้องใช้ สติ และใช้ ปัญญา ที่เราเรียกรวมกันว่า สติปัญญา ตรึกตรองเพิ่งพินิจพิจารณาถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะคำวินิจฉัยวันที่ 30 เป็นเพียง ผล ที่เกิด ซึ่งมันต้องมี เหตุ ที่มาที่ไป คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพียง ปลายน้ำ เท่านั้น แต่ต้องย้อนกลับไปดู ต้นเหตุ ว่าเกิดจากอะไร หากจะโกรธก็ต้องไปโกรธคนในพรรคที่ก่อเรื่องขึ้นมาจนทำให้พรรคและเพื่อนฝูงได้รับความเสียหายมากมายขนาดนี้ แต่ไม่ควรไปกล่าวหาศาลรัฐธรรมนูญ หรือไปพาลเกเรกับคนอื่น คนระดับแม่ทัพยิ่งพูดมากยิ่งเสีย
ที่สำคัญคือเมื่อเป็นนักการเมือง นอกจากเป็นสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีแล้ว ยังต้องเคารพกฎ กติกา มรรยาท เพราะการเมืองต้องมีกติกา เปรียบเสมือนกับฟุตบอลที่มีกฎ กติกา มรรยาทมากมาย มีกรรมการตัดสิน 1 คน และไลน์แมน อีก 2 คน คอยควบคุมให้สองฝ่ายเล่นเกมด้วยความเรียบร้อย และลงโทษผู้ทำผิดตามความหนักเบา ถ้านักฟุตบอลไม่ยอมรับการตัดสินของกรรมการ หรือคนดูที่เป็นกองเชียร์ปาขวดลงมาในสนาม หรือเฮโลลงจากอัฒจันทร์มากระทืบกรรมการ เกมคงวุ่นวายพิลึก เช่นเดียวกับการออกมาประกาศว่าไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาล และกล่าวหาว่า ศาลอยุติธรรม อาจทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไม่รู้จักจบสิ้น
อย่างไรก็ดี เมื่ออารมณ์ลดลง เหตุผลก็ขึ้นมาแทนที่ แกนนำบางคนเริ่มรู้สึกตัว และพูดในเชิงสร้างสรรค์ว่าจะ เปลี่ยนอารมณ์ให้เป็นพลัง เพื่อผลักดันให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย ฟื้นฟูพรรคให้มีอนาคต รุ่งโรจน์ทางการเมืองอีกครั้ง และขอร้องประชาชนที่หนุนพรรคอยู่อดทนอดกลั้น ขอให้อดีต ส.ส.อยู่ในความสงบ ตั้งหลัก ตั้งสติอย่างมีเหตุผล วันนี้พรรคต้องหาทางออก ไม่ใช่ทำเพื่อความสะใจเท่านั้น เพราะไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ถ้าเป็นจริงตามที่พูดถือว่านี่คือลักษณะของ ผู้นำ ที่เห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมืองโดยยึดเอาประโยชน์ของบ้านเมืองมาก่อนประโยชน์ของพรรคและของบุคคล แต่ถ้าพูดอย่าง ทำอย่าง หรือหลิ่วตาให้พรรคพวกทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับคำพูด จนทำให้บ้านเมืองเสียหาย ก็สมควรได้รับการประณาม
ผู้นำในฐานะพุทธศาสนิกชนต้องคิดถึง คำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า สรรพสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้มีวันเสื่อมสลาย ชีวิตเมื่อมีเกิดก็ต้องมีดับ ผู้หลักผู้ใหญ่ของเราเคยพูดเสมอว่า ชีวิตมีขึ้นมีลง หรือชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน แม้ว่าพรรคจะถูกยุบ แต่ยังมีอดีต ส.ส.พรรคกว่าร้อยคน อะไรที่ถึงจุดต่ำสุดแล้วก็จะค่อยๆ เงยหัวขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่จะเงยช้าหรือเงยเร็วเท่านั้น
แทนที่จะมานั่งฟูมฟายโทษคนโน้นคนนี้ แกนนำพรรคควรนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นบทเรียน โดยหันมาสำรวจตัวเองและทบทวนในสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเผชิญกับความจริงว่า เราทำอะไรผิดพลาดไปบ้างจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ ที่สำคัญคือ อย่าหลอกตัวเอง จากนั้นค่อยฟื้นฟูพรรคขึ้นอีกครั้ง เพราะยังมีอดีต ส.ส.เหลืออยู่จำนวนมาก อีกทั้งการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่ถ้าท่านยังหลอกตัวเองอยู่ ความคิดที่จะยึดทำเนียบกลับคืนมาอาจอยู่ห่างไกล
ถ้า คมช.ยังคิดทำร้ายประเทศชาติต่อไปทั้งโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือซ้ำเติมบ้านเมืองให้บอบช้ำไปมากกว่านี้ ท่านต้องรับผิดชอบการนองเลือดที่อาจเกิดขึ้นได้
คนไทยเราถ้าคิดทำอะไรโดยเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ความมั่นคง และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง การแก้ปัญหาก็จะง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาส่วนตัว ส่วนกลุ่มหรือของชาติก็ตาม (อาทิตย์ 10 มิถุนายน 2550)
|
|
|
|