|
|
|
กอ.รมน. |
|
|
|
ในที่สุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้รับหลักการร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นตามคาด อย่างไรก็ดี แม้เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยในหลักการถึงเหตุผลและความจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้ แต่ก็ต้องคำนึงถึงความกังวลของเสียงส่วนน้อยด้วย แม้ร่างนี้ได้มีการแก้ไขมาบ้างแล้ว แต่คงแก้ไขเพิ่มเติมอีกในวาระ 2 โดยคณะกรรมาธิการที่ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย แต่สุดท้ายร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็คงผ่านสภาไปได้ด้วยดี ส่วนรัฐบาลและฝ่ายค้านที่มาจากการเลือกตั้งจะไปขอแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังนั้นเป็นอีกกรณีหนึ่ง
แม้ไม่สามารถตั้ง "กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ" เลียนแบบ โฮมแลนด์ ซีเคียวริตี้ ของสหรัฐ แต่ผู้ที่ริเริ่มออกกฎหมายฉบับนี้คงต้องการให้ กอ.รมน.ทำหน้าที่เป็นกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเมืองไทย เพียงแต่ว่าไม่มีรัฐมนตรีเป็นเจ้ากระทรวงเท่านั้น
หลังจากกฎหมายฉบับนี้ผ่านวาระ 3 ไปแล้ว ยังมีเรื่องต้องทำตามมาอีกหลายประการ ถ้ารัฐบาลใช้ กอ.รมน.เป็นกลไกหลัก เพราะ กอ.รมน.ในอดีตเปรียบเสมือน "หน่วยเฉพาะกิจ" ที่ตั้งขึ้นเพื่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เมื่อภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ยุติลง ภารกิจหลักของ กอ.รมน.ก็หมดไป และถูกกระแสสังคมเรียกร้องให้ยุบเลิกตลอดมา ผลจากกฎหมายฉบับนี้จะทำให้ กอ.รมน.ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งและเป็นองค์กรถูกต้องตามกฎหมาย
บุคลากรของ กอ.รมน.สมัยก่อนเป็นการยืมตัวมาจากหน่วยงานต่างๆ โดยมีทหารเป็นหลัก ร่วมด้วยตำรวจและพลเรือน เมื่อภารกิจหลักในการสู้กับคอมมิวนิสต์เสร็จสิ้น กำลังพลส่วนใหญ่กลับต้นสังกัด เมื่อ กอ.รมน.เป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐที่มีกฎหมายรองรับ กอ.รมน.จะมีอัตราประจำของตนเองหรือไม่ หรือใช้วิธียืมตัวข้าราชการจากหน่วยงานอื่นมาช่วยราชการดังเช่นที่ผ่านมา แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าหาก กอ.รมน.ต้องการประสบความสำเร็จในการทำงานต่อต้านภัยคุกคามรูปแบบใหม่ตามที่อ้าง กอ.รมน.ต้องมี "กำลังพลที่มีประสิทธิภาพ" ไม่ใช่กลายเป็นสถานที่รองรับกำลังพลเสื่อมจากหน่วยอื่นที่วิ่งหาตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือมาหาเงินเพิ่มพิเศษจากการสู้รบ (พ.ส.ร.) หรือสิทธิพิเศษอื่นๆ
กอ.รมน.จำเป็นต้องกำหนดกรอบบทบาทการทำงานของตนว่าจะเป็น "หน่วยประสานงาน" หรือหน่วยปฏิบัติงาน นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ 2551 ที่คงไม่ได้ตั้งไว้ กอ.รมน.อาจต้องของบกลางจากรัฐบาล หรือกระทรวงกลาโหมอาจต้องจัดสรรงบส่วนหนึ่งให้ไปก่อน แล้วไปตั้งขอในปีงบประมาณ 2551 ต่อไป แต่ประเด็นอยู่ที่การ "ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ" ไม่ใช่ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยหรือเป็นงบสำหรับให้ผู้ใหญ่มาถลุงกัน เพราะนี่คือภาษีของประชาชน
สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่ง คือ กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจอย่างมากมายแก่ กอ.รมน.ความห่วงใยของฝ่ายคัดค้านที่เกรงว่าจะมีการ "ใช้อำนาจในทางที่ผิด" จึงเป็นสิ่งที่ต้องรับฟัง ดังนั้น ต้องมีหลักประกันว่า "อำนาจดังกล่าวจะถูกใช้อย่างเที่ยงธรรม ตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย" (อังคาร 13 พฤศจิกายน 2550)
|
|
|
|