วิเคราะห์ข่าว
มองให้ลึก 'สุรยุทธ์' ไม่ประกาศภาวะฉุกเฉิน?
ผู้ที่สนใจการเมืองระหว่างประเทศ ย่อมทราบดีว่า การเมืองภายในและการเมืองภายนอกแยกกันไม่ออก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกประเทศแม้จะห่างจากไทยหลายพันกิโลเมตร อาจส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยได้ ในทำนองเดียวกัน การเมืองในประเทศที่เราคิดว่าเป็นกิจการภายในของไทย อาจทำให้ต่างประเทศเกิดความไม่พอใจและกดดันเราได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยและในต่างประเทศมันจะชิ่งกันไปมา ส่งผลสะเทือนซึ่งกันและกัน ดังนั้น ผู้นำของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือประธาน คมช. ต้องตระหนักในเรื่องนี้
ก่อน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนญี่ปุ่น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล เลขาธิการ คมช. ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากการประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องประกาศ และนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสูงสุด ดังนั้น ประธาน คมช.ซึ่งดูแลด้านความมั่นคง จึงต้องมาปรึกษาหารือกับนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ดี ไม่ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีได้ประกาศภาวะฉุกเฉินตามข้อเสนอของประธาน คมช. หนังสือพิมพ์บางฉบับพาดหัวข่าวให้ตื่นเต้นว่า นายกรัฐมนตรี “หักดิบ” ประธาน คมช. ไม่ยอมประกาศภาวะฉุกเฉิน ทำให้ผู้บริโภคข่าวเกิดความสงสัยว่า นายกรัฐมนตรีกับประธาน คมช.เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงหรืออย่างไร
การพาดหัวข่าวเพื่อทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ เพื่อให้ขายข่าวได้ เป็นปกติวิสัยของสื่อทั่วโลกอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคจะใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูลนั้นอย่างไร แต่ถ้ามองในแง่ดี การที่ประธาน คมช.ผู้ดูแลเรื่องความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง ซึ่งมีความกังวลต่อการก่อตัวและขยายตัวของม็อบสนามหลวง กับนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ประกาศภาวะฉุกเฉินและ มีอำนาจใช้ภาวะฉุกเฉิน มาปรึกษาหารือร่วมกันก่อนตัดสินใจถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และหาทางออกที่ดีที่สุดขณะนั้น
สมมติว่า นายกรัฐมนตรีตัดสินใจประกาศภาวะฉุกเฉินตามข้อเสนอแนะของ คมช. อะไรจะเกิดขึ้น? บางคนมองว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นกิจการภายในของไทย ประเทศอื่นไม่เกี่ยว เมื่อบ้านเมืองเรามีปัญหาก็ไม่เห็นมีประเทศไหนมาช่วยเราเลย เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปสนใจประเทศอื่น การคิดอย่างนี้อาจถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
ลองนึกย้อนกลับไป เมื่อมีการยึดอำนาจซึ่งเป็นเรื่องภายในของไทยเพื่อเป็นการแก้ไขวิกฤตของบ้านเมืองหลังจากที่ได้ใช้วิธีการต่างๆ จนหมดแล้ว ประเทศอื่นนั้นไม่เคยมีความรู้สึกเจ็บปวดร่วมกับคนไทย แต่ทำไมประเทศเหล่านี้จึงออกมาตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์ประเทศไทย
เราจะมีรัฐธรรมนูญอย่างไร หรือจะเลือกตั้งเมื่อใด ก็เป็นเรื่องภายในของประเทศไทย ไม่เกี่ยวกับต่างประเทศ ทำไมสหรัฐและตะวันตกจึงต้องมาวุ่นวายเรียกร้องให้ไทยมีการเลือกตั้งภายในปีนี้
ในขณะที่รัฐบาลไทยประกาศใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารประเทศ ทางการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ฯลฯ ทำไมต่างชาติจึงวุ่นวายเรียกร้องให้รัฐบาลไทยชี้แจงว่า ไทยจะปิดประเทศและไม่ยอมรับการลงทุนจากนอกประเทศหรืออย่างไร? ทั้งที่เป็นเรื่องภายในของประเทศไทยที่มีอิสระในการออกกฎหมายใช้ภายในประเทศ
จริงอยู่ รัฐบาลไทยถือเอาผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศเป็นที่ตั้ง แต่เราจะไม่นำพาต่อปฏิกิริยาจากต่างประเทศก็คงไม่ได้ เพราะไทยยังต้องอยู่ในสังคมโลก และต้องคบค้าสมาคมกับประเทศต่างๆ อีกทั้งมีพันธกรณีระหว่างประเทศที่ต้องปฏิบัติ แม้ไทยเป็นประเทศอธิปไตยที่มีอำนาจในการตัดสินใจโดยเสรี ไม่อยู่ภายใต้การบีบบังคับของประเทศใดให้ต้องปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่การตัดสินใจหลายประการ เราต้องมีเหตุผลที่สามารถชี้แจงทำความเข้าใจกับประเทศอื่นด้วย
อย่างไรก็ดี ถ้าเราแคร์ต่างประเทศมากเกินไปจนขยับตัวไม่ได้ก็ไม่ถูก หรือถ้าไม่แคร์ต่างประเทศเสียเลย ก็ไม่ถูกอีก เพราะฉะนั้น จุดที่เหมาะสมอยู่ตรงไหน และจะใช้ในแต่ละกรณีอย่างไร ในจังหวะใด อยู่ในดุลยพินิจของผู้นำประเทศ
การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีที่ยังไม่ประกาศภาวะฉุกเฉิน อาจเป็นเพราะท่านเห็นว่า ขณะนั้นสถานการณ์ยังไม่รุนแรงจนควบคุมไม่ได้ ม็อบจัดตั้งที่พยายามก่อกวนและยั่วยุรัฐบาลให้ใช้กำลังรุนแรง และบางส่วนล่าชื่อเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอให้ถอดถอนประธานองคมนตรีนั้น เป็นม็อบที่ “ไม่มีราคา” ไม่ว่าราคาทางการเมืองหรือราคาด้านอื่น สื่อมวลชนและสังคมมองว่าเป็นม็อบรับจ้างที่ต้องแสดงออกให้นายจ้างได้รับรู้เพื่อแลกเปลี่ยนกับ “เงิน”
ถ้ารัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินในขณะที่สถานการณ์ไม่รุนแรงพอ ที่สำคัญคือ นายกรัฐมนตรีกำลังเดินทางไปเยือนญี่ปุ่น ท่านจะตอบคำถามจากนักการเมืองญี่ปุ่นอย่างไร แม้ว่าเป็นเรื่องภายในประเทศก็ตาม อีกทั้งประเทศตะวันตกซึ่งจ้องอยู่แล้วก็จะซ้ำเติมเข้าไปอีก เราต้องคิดถึงเรื่องนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักความชอบธรรมให้กับกลุ่มอำนาจเก่า
เราไม่ปฏิเสธการประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน หากม็อบสนับสนุนกลุ่มอำนาจเก่า และม็อบต่อต้านเกิดตีกัน หรือการชุมนุมขยายตัวและมีความรุนแรงมากขึ้นจนทำท่าจะควบคุมไม่ได้ ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น รัฐบาลก็มีเหตุผลและความจำเป็นที่จะประกาศภาวะฉุกเฉิน และสามารถชี้แจงให้ต่างชาติเข้าใจได้
นอกจากนายกรัฐมนตรีไม่ยอมประกาศภาวะฉุกเฉินตามข้อเสนอของ คมช.แล้ว ตรงกันข้าม นายกรัฐมนตรีได้ประกาศวันเวลาการลงประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 3 กันยายน 2550 และประกาศให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 16 หรือ 23 ธันวาคม 2550 อย่างชัดเจน ถือว่าเป็นการรุกทางการเมืองครั้งสำคัญ เท่ากับปลดปมเงื่อนทางการเมืองที่ฝ่ายตรงข้ามผูกไว้
เท่าที่ทราบ สถานทูตต่างประเทศในไทยหลายแห่งค่อนข้างโล่งอกกับท่าทีของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศกำหนดเวลา เลือกตั้งที่แน่นอน และการไม่ประกาศภาวะฉุกเฉินจัดการกับม็อบ
น่าสังเกตว่า ที่ญี่ปุ่นนายกรัฐมนตรีตอบคำถามของผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นได้อย่างสบายใจ ซ้ำยังถือโอกาสชี้แจงเกี่ยวกับคุณทักษิณ ชนิดที่หลายคนคาดไม่ถึง
คำพูดที่โตเกียว ทำให้คนในลอนดอนซึ่งอยู่ห่างไกลหลายพันกิโลเมตร ถึงกับหนาว (อาทิตย์ 8 เมษายน 2550)