วิเคราะห์ข่าว
ร.5 กับการบริหารความมั่นคงของชาติ
วันปิยมหาราช จะเวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งหนึ่งใน 2 วันข้างหน้า คนไทยทุกคนตั้งแต่เด็กจนถึงแก่รู้จักพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้ดี และชื่นชมในพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านที่ทรงทำให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าในทุกด้าน และรักษาชาติบ้านเมืองให้อยู่รอดจากภัยคุกคามของลัทธิล่าอาณานิคมที่เหมือนกับเมฆทะมึนซึ่งคลุมแผ่นดินไทยขณะนั้น
ในสมัยพระองค์ท่าน ยังไม่มีหลักสูตรการสอนว่าด้วยการบริหารจัดการความมั่นคงแห่งชาติ ไม่มีข้อมูลว่าพระองค์ท่านรวมทั้งพระเจ้าลูกยาเธอ หลานยาเธอ และพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จไปศึกษาต่อต่างประเทศได้ไปเรียนหลักสูตรดังกล่าวนี้แต่อย่างใด แต่พระองค์ท่านทรงบริหารจัดการด้านความมั่นคงแห่งชาติจนสามารถนำพาประเทศชาติอยู่รอดจากภัยคุกคามรอบด้าน จนคนไทยยกย่องให้พระองค์ท่านเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ในด้านการบริหารจัดการความมั่นคงของชาติ ที่อาจารย์และนักศึกษาวิชาแขนงนี้ต้องเรียนรู้เป็นแบบอย่าง
บทความนี้เป็นการวิเคราะห์จากมุมมองของคนไทยกลุ่มหนึ่งที่มองย้อนหลังไป 100 กว่าปี โดยนำหลักวิชาการบริหารจัดการความมั่นคงแห่งชาติมาเปรียบเทียบ
การวิเคราะห์พระราชกรณียกิจโดยรวมในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการความมั่นคงของชาติ พระองค์ท่านทรงมีการวางแผนจัดการอย่างเป็นระบบ มีหลักการ มีขั้นตอน ไม่ใช่เป็นการตอบโต้โดยปฏิกิริยาหรือโดยสัญชาตญาณ พระองค์ท่านมีพระดำริ ทรงวางแผน ทรงคำนวณ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดำเนินการให้เป็นไปตามแผน ประเมินศักยภาพของศัตรูเปรียบเทียบกับศักยภาพของประเทศไทย ทรงใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ ทรงเลือกมาตรการที่เหมาะสม เลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสม
เมื่อขึ้นครองราชย์ พระองค์ท่านทรงพิสูจน์ทราบและตระหนักถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ซึ่งส่วนหนึ่งทรงได้รับทราบมาจากพระราชบิดา คือ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 4 อาจกล่าวได้ว่าเป็นพระราชภารกิจประการหนึ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงได้รับมอบและปฏิบัติต่อเนื่องจากพระราชบิดา เมื่อพิสูจน์ทราบปัญหาความมั่นคงได้แล้ว พระองค์ตระหนักดีว่า ภัยคุกคามนี้ร้ายแรงมากจนอาจทำให้กับประเทศชาติสูญเสียอธิปไตยได้ ดังนั้น จึงทรงให้ความสำคัญเร่งด่วนเรื่องนี้ในลำดับต้นๆ ทรงคำนวณต้นทุนที่จะใช้ กับผลที่จะได้ พระองค์ท่านทรงประเมินพลังที่ประเทศไทยมีอยู่ขณะนั้น และพลังในอนาคตที่จะหาได้เพิ่มเติม ทรงเลือกยุทธศาสตร์ นโยบาย กุศโลบาย และวิเทโศบาย ในการทำให้ประเทศชาติอยู่รอด
พระองค์ท่านทรงตระหนักดีว่า ภัย คุกคามจากลัทธิล่าอาณานิคมขณะนั้นยิ่งใหญ่จนเกินกว่าที่ไทยจะแก้ไขได้ด้วยตนเอง เมื่อไม่สามารถแก้ไขหรือห้ามไม่ให้เกิดขึ้นไม่ได้ ไทยก็จำเป็นต้องอยู่กับมัน แต่ทรงบริหารจัดการไม่ให้ภัยคุกคามนั้นรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อความคงอยู่ของประเทศชาติ
พระองค์ท่านได้ทรงวิเคราะห์ปัญหาและภัยคุกคามอย่างลึกซึ้ง ทรงเห็นว่าการที่มหาอำนาจตะวันตกขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา ที่เข้ามายึดครองประเทศเพื่อนบ้านทางตะวันออก ตะวันตกและใต้ไว้หมดแล้ว จะอ้างเหตุผลหลักว่า ประเทศเหล่านั้นเป็นประเทศอนารยะ จึงจำเป็นต้องเข้ามายึดครองเพื่อช่วยเปลี่ยนให้เป็นประเทศอารยะ ด้วยเหตุนี้ พระองค์ท่านจึงทรงทำให้ประเทศไทยเป็นอารยะเสียก่อน เพื่อไม่ให้นักล่าอาณานิคมใช้เป็นข้ออ้างเข้ามายึดครองได้
พระองค์ท่านได้ทรงดำเนินวิเทโศบายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทำให้ไทยเป็น “ชาติรัฐ” (Nation-State) ตามความหมายของรัฐศาสตร์สมัยใหม่ตามแบบยุโรป พระองค์ทรงพยายามทำให้ไทยเป็นประเทศอารยะ (Civilized) ซึ่งหมายถึงการต้องทำตัวให้เป็นแบบตะวันตก (Westernized) พระองค์ท่านทรงพัฒนาประเทศในทุกด้านให้เป็นตะวันตก ทรงส่งพระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าหลานยาเธอ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารไปศึกษาศิลปวิทยาการจากประเทศตะวันตก และจัดการบริหารปกครองตามรูปแบบตะวันตกปรับเปลี่ยนวิธีการแต่งกายในราชสำนักเป็นแบบตะวันตก เริ่มนโยบายเลิกทาสอย่างสุขุมรอบคอบ เพราะทาสเป็นสัญลักษณ์ของความไร้อารยะ ในขณะที่โลกอารยะเริ่มให้ความสำคัญแก่เสรีภาพของประชาชนมากขึ้น
พระองค์ท่านทรงดำเนินวิเทโศบายจนไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกอารยะ เมื่อไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วมในการประชุมกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสงครามในปี 2450 กฎหมายประเทศถือกันว่าเป็นกฎหมายระหว่างอารยะประเทศ จึงเท่ากับประเทศตะวันตกยอมรับไทยว่าเป็นอารยะ ไทยเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคนี้ที่ได้รับการยอมรับว่าอยู่ในสังคมโลกเท่ากับประเทศอื่น เมื่อไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศอารยะ ก็เท่ากับเป็นการลดเงื่อนไข การที่ต่างชาติจะหาเหตุยึดครองไทยโดยอ้างว่าไทยเป็นประเทศป่าเถื่อนจึงหมดไป
พระองค์ท่านทรงตระหนักว่า ไม่สามารถใช้เครื่องมือด้านการทหาร ตำรวจ เศรษฐกิจ การข่าว สู้กับเรือปืนของนักล่าอาณานิคมตะวันตกได้ ดังนั้น จึงเหลือมาตรการเดียวซึ่งน่าจะได้ผลมากที่สุด คือ มาตรการด้าน “การทูต” ซึ่งหมายถึงการ "ลดศัตรูและเพิ่มมิตร" แม้ศักยภาพของไทยจำกัด แต่ก็สามารถเพิ่มพูนให้กล้าแกร่งได้โดยการสร้างมิตรและใช้กุศโลบายถ่วงดุลอำนาจระหว่างนักล่าอาณานิคมด้วยกัน พระองค์ท่านเสด็จฯ เยือนประเทศมหาอำนาจยุโรปขณะนั้น รวมทั้งได้ทรงส่งพระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าหลานยาเธอไปประจำตามราชสำนักต่างๆ เพื่อเป็นการถ่วงดุลแคนอำนาจซึ่งกันและกันระหว่างมหาอำนาจตะวันตก นโยบาย "การถ่วงดุลอำนาจ" เป็นมาตรการที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงใช้ได้ผลมาทุกยุคสมัย
แม้พระองค์ท่านไม่ได้ทรงเรียน "ศาสตร์" หรือเรียนหลักสูตรว่าด้วยการบิรหารจัดการความมั่นคงของชาติ แต่พระองค์ท่านทรงใช้ "ศิลป์" ในการบริหารมีความยืดหยุ่นในการแก้ไขสถานการณ์ บรรเทาสถานการณ์ เพื่อให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัยจนถึงทุกวันนี้
ในสมัยในหลวงรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ศูนย์กลางการบริหารอยู่ที่พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นทั้งประมุขของรัฐและหัวหน้ารํบบาล พระองค์ท่านทรงมองไปข้างหน้า เดินไปข้างหน้า ทรงเรียนรู้ รู้จักโลกข้างนอกมากกว่าคนธรรมดา พระองค์ท่านทรงปรับตัวในสิ่งที่ควรปรับ ขณะเดียวกันรักษาสิ่งที่เราคิดว่าดีไว้ไม่มีสมัยไหนที่คนไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเท่ากับสมัยในหลวงรัชกาลที่ 5 แต่วันนี้ซึ่งเมืองไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ศูนย์กลางการบริหารอยู่ที่รัฐบาลรัฐบาลและคนไทยมองแต่เฉพาะเรื่องภายในคอยต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันจนลืมมองไปข้างนอกว่าเพื่อนบ้านเขาก้าวไปถึงไหนแล้ว บางคนที่มองไปข้างนอกก็มองแบบสุดโต่งไปเลยโดยหลงคิดว่าข้างนอกดีหมดทุกอย่าง จนลืมสิ่งดีงามของสังคมไทย และไปรับเอาวิธีคิดและวิธีทำของต่างชาตโดยไม่นำมาปรับใช้กับสังคมไทย ไม่เคยมีครั้งใดที่คนไทยแตกแยกกันเท่ากับวันนี้ ไม่ใช่แค่แตกแยกทางความคิดซึ่งเป็นเรื่องปกติเท่านั้น แต่ยังแบ่งแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่ายด้วย
สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงทำไว้ เราจะปล่อยให้สูญเสียไปหรือ