|
|
|
เสถียรภาพการเมืองไทยยังมีคำถาม |
|
|
|
ไทยมีการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว เรามี ส.ส.ครบจนสามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ เราประธานสภาผู้แทนราษฎรชื่อ คุณยงยุทธ ติยะไพรัช เรามีรัฐบาลผสม 6 พรรคที่มาจากการเลือกตั้ง โดยมีพรรคพลังประชาชนซึ่งได้ ส.ส. 233 ที่นั่งเป็นแกนกลาง เมื่อรวมจำนวนที่นั่งแล้วนับว่ามีเสถียรภาพมาก เรามีนายกรัฐมนตรีชื่อ สมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า พร้อมกับรองนายกรัฐมนตรีอีก 6 คน มีรัฐมนตรีที่ประชาชนได้เห็นหน้าเห็นตากันเรียบร้อยแล้ว เรามีพรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ที่มีประสบการณ์ และมีสิทธิ์ที่จะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ ต่อไปเราคงจะได้หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านชื่อ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนี้ รัฐบาลกำลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยไม่มีการลงมติ หลังจากแถลงนโยบายแล้ว รัฐบาลก็จะเริ่มทำงานได้อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เราได้ ส.ว.ที่มาจากการสรรหา 74 คนแล้ว และจะได้ ส.ว.จากการเลือกตั้งใน 2 มีนาคม 2551 เมื่อถึงเวลานั้น สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งยังทำหน้าที่ ส.ว.อยู่ขณะนี้ก็จะพ้นหน้าที่ไปโดยปริยาย
ดูภาพโดยรวมแล้ว การเมืองไทยน่าจะเดินหน้าไปด้วยดีและมีเสถียรภาพ ส่วนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.และ ส.ว.นั้นเป็นเรื่องที่ ก.ก.ต.รับผิดชอบต่อไป ซึ่งคงไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงจำนวนที่นั่งของพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน การแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรียุติไปเรียบร้อยแล้วโดยมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ ยังมีการแย่งชิงตำแหน่งที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีกันอีก ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาบอกว่า ส.ส.สามารถเป็นที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีได้ แต่พรรคการเมืองก็ยังไม่กล้าเสี่ยง
หลายคนมองภาพการเมืองไทยในทางบวก โดยบอกว่า ประชาธิปไตยกลับคืนสู่เมืองไทยแล้ว การเมืองไทยจะต้องมีเสถียรภาพ พรรคฝ่ายค้านต้องไม่เป็นฝ่ายแค้น แต่จะเป็น ฝ่ายคาน คอยทำหน้าที่คานหรือถ่วงดุลและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลง และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้
การบริหารราชการแผ่นดินให้เห็นผลนั้น ต้องใช้เวลา ซึ่งพรรคฝ่ายค้านและประชาชนจะให้เวลารัฐบาลระยะหนึ่ง เพื่อให้แสดงฝีมือ แต่ถ้ามีข่าวว่า รัฐมนตรีจะทำให้บ้านเมืองเสียหายหรือมีพฤติกรรมส่อไปที่จะทุจริตคอรัปชั่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าเป็นการคอรัปชั่นเชิงนโยบายหรือกินกันตรง ๆ แบบนี้ ปล่อยไว้เพียงวันเดียวก็ไม่ได้ เพราะบ้านเมืองจะเสียหายมากขึ้น
หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะผ่านกระบวนการประชาธิปไตยเกือบครบทุกอย่างแล้ว แต่เป็นที่สงสัยว่า การเมืองไทยจะมีเสถียรภาพจริงหรือ? พวกเขามองว่า การเมืองไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกหลายประการ อาทิ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังเจอคดีว่าจะโดนใบแดงใบเหลืองหรือไม่อย่างไร หากโดนใบแดงแล้ว จะนำไปสู่การยุบพรรคหรือไม่ เช่นเดียวกับพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมา ที่กรรมการบริหารพรรคโดนใบแดง ขณะนี้ สองพรรคกำลังรอชาตากรรมว่า พรรคจะถูกยุบหรือไม่ บางคนบอกว่า ถ้าสองพรรคถูกยุบ สมาชิกพรรคก็ไปสมัครเข้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งทำให้พรรคพลังประชาชนมีความเป็นปึกแผ่นมากขึ้น และจะทำให้การเมืองไทยมีแนวโน้มเป็นสองพรรคใหญ่เช่นอังกฤษและสหรัฐ แต่หัวหน้าพรรคทั้งสอง โดยเฉพาะพรรคชาติไทย คงไม่สนุกด้วยกับวิธีนี้
ปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่งที่หลายคนมองคือ นายกรัฐมนตรีเจอคดีฟ้องร้องเรื่องรถดับเพลิงและขยะสมัยดำรงตำแหน่งผู้ว่า กทม. ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่นักกฎหมายบางคนวิเคราะห์ว่า ทันทีที่ศาลรับฟ้องคดี นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ทันที ซึ่งการเมืองไทยจะมีปัญหาทันที อย่างไรก็ดี เชื่อว่า พรรคพลังประชาชนคงเตรียมแผนสำรองในเรื่องประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรีไว้เรียบร้อยแล้ว
ภาพลักษณ์ของรัฐบาลชุดนี้ที่มีการจัดมาให้นายกรัฐมนตรีไว้เสร็จเรียบร้อยค่อนข้าง ขี้เหร่ ในสายตาของคนจำนวนไม่น้อย แม้แต่นายกรัฐมนตรีเองยังเอ่ยปากว่า ขี้เหร่ นิดหน่อย แต่หลายคนมองว่าขี้เหร่มาก ผู้จัดคงต้องการตอบแทนบุญคุณกันให้หมดหนี้กันไป หลายคนถูกวางในตำแหน่งที่ไม่ถูกกับงาน บางคนถูกมองว่า เป็น นอมินี ของคนออกเงิน มีเสียงวิจารณ์ด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นตัวปลอม ยิ่งขี้เหร่มากเท่าไร ก็จะทำให้ตัวจริงที่ออกมาทีหลังดูดีมากขึ้นเท่านั้น
หลายคนวิจารณ์ว่า รัฐมนตรีบางคนนอกจากขี้เหร่แล้ว รัฐบาลจะพังเพราะรัฐมนตรีพูดมาก เพียงเข้ารับตำแหน่งไม่กี่วันก็พยายามแสดงวิสัยทัศน์ออกมา จนถูกถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงจากสังคม ทั้งเรื่องการยกเลิกสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา การปลูกต้นยูคาลิปตัส การจัดตั้งเขตปกครองพิเศษ การเร่งรัดปลูกพืชจี.เอ็ม.โอ ในไร่นา ฯลฯ ในขณะที่เรื่องที่ควรจะพูด เช่น ความเดือดร้อนของประชาชน ปัญหาภัยแล้งที่กำลังรุนแรงมากขึ้น ปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาสูง แต่ราคาผลไม้ที่กำลังจะออกมีราคาต่ำ เป็นต้น กลับไม่มีการพูดถึง หรือพูดถึงน้อยมาก
การพูดโดยไม่คิด โดยอ้างว่า นี่คือนิสัยของตนที่เป็นคนตรงไปตรงมา สามารถกระทำได้เมื่อเป็นคนธรรมดา คำพูดจาอาจมีผลต่อคนรอบข้างเท่านั้น แต่เมื่อสวมหมวกรัฐมนตรี คำพูดแต่ละคำที่ออกไปนั้นดังไปทั่วประเทศ บางคนดังไปนอกประเทศด้วย หากเกิดผลดีก็ดีไป แต่ถ้าเกิดผลร้าย บ้านเมืองจะเสียหาย เพราะฉนั้น รัฐมนตรีซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ ต้องคิดก่อนพูดและต้องรับผิดชอบต่อคำพูดที่พูดออกไป ไม่เช่นนั้น จะเกิดเรื่องวุ่นวายอย่างที่ไม่ควรเกิด
รัฐมนตรีแต่ละท่านต้องทำตัวเองให้เหนือกระทรวง เพราะงานแต่ละงานไม่ได้จำกัดเฉพาะในกระทรวงของตนเท่านั้น แต่จะเกี่ยวพันกับกระทรวงอื่นด้วย จึงต้องมีการประสานงาน ปรึกษาหารือกับกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง ถ้ารัฐมนตรีมองแต่กระทรวงของตนเอง ต่อไปคงเกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีในรัฐบาลเดียวกัน
การเมืองไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่หลายประการ ดังนั้น เสถียรภาพการเมืองไทยจึงมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง ถ้ารัฐมนตรีแต่ละคน คิดดี พูดดี ทำดี ปัจจัยเสี่ยงก็จะลดน้อยลง
|
|
|
|