วิเคราะห์ข่าว
สหรัฐมองปัญหาสิทธิมนุษยชนในไทย

ทางการสหรัฐใช้ปัญหาสิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือหนึ่งในการกำหนดความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ โดยใช้รายงานสิทธิมนุษยชนประจำปีของภาครัฐ คือ กระทรวงการต่างประเทศ กับรายงานของภาคเอกชน คือ Human Right Watch หรือ เอ็น.จี.โอ. ควบคู่กันไป บางครั้งรัฐบาลสหรัฐก็ใช้เครื่องมือภาครัฐกดดัน บางทีก็ใช้ เอ็น.จี.โอ. เป็นเครื่องมือกดดัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ เพื่อประโยชน์ของสหรัฐ

รายงานของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐที่เกี่ยวกับประเทศไทยที่เพิ่งออกมาปี 2551 เป็นการรายงานสถานการของปี 2550 การที่ต้องย้ำเรื่องนี้ก่อนเพื่อผู้นำรัฐบาลไทยจะได้ไม่ไปโวยวายกับสหรัฐเหมือนเช่นกรณีที่เพิร์คแห่งฮ่องกงออกรายงานสรุปสถานการณ์การคอรัปชั่น ที่จัดทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นรุนแรงที่สุดอันดับ 2 รองจากฟิลิปปินส์ในบรรดา 13 ประเทศของเอเชีย ที่ผู้นำรัฐบาลออกมาโวยวาย ทั้งที่เป็นเรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้นในปีก่อน ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ารับตำแหน่ง

รายงานของสหรัฐที่วิจารณ์ปัญหาสิทธิมนุษยชนในไทยปี 2550 นับว่ายาวมากหลายหน้า โดยนำข้อมูลดิบที่ได้รับหรือรวบรวมไว้มาเรียบเรียงภายใต้หัวข้อต่าง ๆ เช่น หัวข้อว่าด้วยการเคารพสิทธิมนุษยชนของทางการ การบังคับใช้กฎหมาย ความยุติธรรม การสอบสวนด้วยวิธีทรมาน สภาพของคุกและสถานที่ควบคุมผู้ต้องหา การจับกุมประชาชนโดยไม่มีหมายศาล และการอุ้มหาย การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ การพิจารณาคดีของศาล การวิสามัญฆาตกรรม สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน ของอินเตอร์เน็ต เสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพในการชุมนุม การจัดตั้งสมาชิก การนับถือศาสนา การเคลื่อนไหว การคุ้มครองผู้พลัดถิ่น ผู้อพยพ และผู้ไร้รัฐ

เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่รายงานของสหรัฐทุกปีมุ่งกล่าวหา รายงานการทำงานของเจ้าหน้าที่ตลอดมา ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของรายงานก็ได้ แต่มองในแง่ดีถือว่าเป็นการตรวจสอบไม่ให้เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะตำรวจใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น การทำร้ายร่างกายผู้ถูกกล่าวหาเพื่อให้สารภาพ ถ้าเป็นการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา และป้องปรามการใช้อำนาจในทางที่ผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม เช่นในคดีทนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นสิ่งที่ยอมรับได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า รายงานนี้พูดถึงสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยไม่น้อยทีเดียว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก สหรัฐน่าจะได้รับรายงานจากกลุ่มเอ็น.จี.โอ ซึ่งเฝ้ามองและตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกขั้นตอน จนเจ้าหน้าที่มองว่าคนกลุ่มนี้เป็นฝ่ายเดียวหรือเป็นแนวร่วม ผู้เห็นอกเห็นใจผู้ก่อการร้ายที่ไล่ฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์อยู่ทุกวัน แม้มีเจตนาดีที่ต้องการป้องปรามการใช้อำนาจในทางที่ผิดของเจ้าหน้าที่ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการกล่าวหาเจ้าหน้าที่จนมากเกินไป หรือโยนความผิดมาให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมด โดยไม่ได้พูดถึงการที่กลุ่มก่อการร้ายละเมิดสิทธิมนุษยชนพื้นฐานของประชาชนที่เที่ยวไล่ฆ่าคนบริสุทธิ์มากนัก

มุมมองของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐที่มีหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศอื่น รวมทั้งในไทย อาจแตกต่างจากคนท้องถิ่น คนที่ไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับไทยเมื่อได้อ่านรายงานของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ อาจสรุปได้ว่าปัญหาสิทธิมนุษยชนในไทยร้ายแรงมาก เพราะเขาไม่สามารถแยกแยะและวิเคราะห์ข้อมูลที่อเมริการวบรวมข่าวดิบเอามาลง แต่สำหรับคนไทยแล้วมองว่า คนไทยและชาวต่างประเทศในไทยได้รับสิทธิและเสรีภาพตามหลักสิทธิมนุษยชนดีกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพของสื่อมวลชน เสรีภาพทางวิชาการ และเสรีภาพในการชุมนุม การรวมตัวกันเป็นสมาคม เสรีภาพทางศาสนา แต่ก็ต้องระวังการใช้เสรีภาพเกินขอบเขต และระวังการใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่บางรายอย่างไม่ยุติธรรม

การที่รายงานรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้พลัดถิ่น ผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้าน คนไร้รัฐมาตีพิมพ์ไว้นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเกี่ยวกับเรื่องมนุษยธรรม แต่บางครั้งสหรัฐมีเจตนาซ่อนเร้นโดยเฉพาะเรื่องม้งจากลาว ซึ่งทางการสหรัฐถูกกดดันจาก ส.ส.อเมริกันที่พึ่งพาเสียงคนม้งจากลาวที่อพยพไปอยู่สหรัฐและได้รับสัญชาติอเมริกันโดยมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแล้ว ให้มากดดันรัฐบาลไทยแทน ทำให้คนอ่านเข้าใจไม่ถูกต้อง ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องของไทยกับลาว แต่สหรัฐพยายามเข้ามาแทรกแซง

ไทยเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือผู้อพยพ ผู้พลัดถิ่นและหนีภัยจากการสู้รบดีที่สุดประเทศหนึ่งบนพื้นฐานของมนุษยธรรม แต่ต้องให้ได้สัดส่วนกับปัญหาความมั่นคงด้วย รวมทั้งกำลังหาทางให้โอกาสแก่ผู้ไร้รัฐ ให้การศึกษาแก่ลูกหลานของผู้ลี้ภัย ผู้พลัดถิ่นในไทย เป็นต้น ไทยเป็นประเทศที่ชาวต่างชาตินิยมอพยพ ลักลอบ เข้ามาประกอบอาชีพทั้งถูกและผิดกฎหมายซึ่งสร้างปัญหาให้กับทางการไทย ที่สหรัฐควรเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ไม่ใช่รวมข้อมูลดิบให้คนอ่านเข้าใจผิดเท่านั้น แต่จะหาทางช่วยเหลืออย่างไร โดยเฉพาะกรณีผู้หญิง เด็ก คนพิการ ที่ทางการสหรัฐที่อ้างว่าเป็นเจ้าแห่งสิทธิมนุษยชน และ เอ็น.จี.โอ. ต่างชาติควรเข้ามาดูแลช่วยเหลือคนเหล่านี้ควบคู่ไปกับการทำงานของทางการไทย ไม่ใช่ตำหนิทางการไทยอย่างเดียว

การที่รายงานได้รวบรวมข้อมูลการคอรัปชั่นและความโปร่งใสในการบริหารงาน เป็นเรื่องที่ดีแม้ผู้อ่านจะมองว่า ไทยเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นสูงเพราะข้อเท็จจริงก็เป็นเช่นนั้น คนไทยต้องยอมรับความเป็นจริง และต้องหาทางตรวจสอบ ป้องกันให้การบริหารของภาครัฐทุกระดับเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล

เราอ่านข้อมูลดิบที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐนำมาเรียบเรียง โดยพยายามมองรายงานอย่างเป็นธรรมทั้งจากมุมมองของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ และจากมุมมองของคนไทยเจ้าของประเทศ สรปได้ว่า แน่นอน ไทยยังมีหลายสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไข อะไรที่เป็นสิ่งไม่ดีเราต้องยอมรับเพื่อหาทางป้องกัน แก้ไขต่อไป ถ้าแก้ด้วยตัวเองไม่ได้ก็ขอให้เพื่อนมาช่วยเหลือ แต่สิ่งใดที่สหรัฐกล่าวหาไทยมากเกินความจริง เราก็ต้องออกมาชี้แจง