วิเคราะห์ข่าว
ผู้นำไทยกับเพิรค

ทุกปี “สำนักงานที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ” หรือใช้ชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า เพิร์ค (PIRC) ซึ่งมีฐานอยู่ที่ฮ่องกงและทำธุรกิจให้คำปรึกษาแก่บริษัทเอกชนและรัฐบาล จะเปิดเผยผลการสำรวจประจำปีเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านการคอรัปชั่นในประเทศภูมิภาคเอเชีย โดยมีวิธีการสำรวจที่มีเหตุผลพอรับฟังได้ อย่างไรก็ดี ผลการสำรวจในปีนี้ ทำให้นายกรัฐมนตรีไทยแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาอย่างเปิดเผย ระหว่างการตอบคำถามผู้สื่อข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 11 มีนาคม 2551 ซึ่งภาคข่าวของสถานีโทรทัศน์ทุกช่องได้เผยแพร่ไปทั่วประเทศ วันรุ่งขึ้น สื่อสิ่งพิมพ์ทุกฉบับก็ได้ตีพิมพ์คำสัมภาษณ์ด้วยอารมณ์หงุดหงิดของนายกรัฐมนตรีอีกด้วย ทำให้สื่อต้องรีบกลับไปตรวจสอบต้นฉบับรายงานของเพิร์คกันยกใหญ่

วิธีการสำรวจของเพิร์กที่ทำมาเป็นประจำทุกปี คือการสอบถามภายใต้หัวข้อต่างๆ กับนักธุรกิจต่างประเทศที่ไปลงทุนในประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย เช่น คนมาที่ลงทุนเมื่อไปติดต่อกับทางการ ได้รับความสะดวกมากน้อยอย่างไร ทางการประเทศนั้นป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังหรือไม่อย่างไร หรือนักลงทุนต้องจ่ายตั้งแต่ลงจากเครื่องบิน เวลาไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ก็ต้องจ่ายใต้โต๊ะ หรือจะพบรัฐมนตรีแต่ละทีลำบากยากเย็น หรือบางทีอาจต้องจ่ายค่าเข้าพบ การลงทุนหรือการทำธุรกิจประสบอุปสรรคต่าง ๆ นา ๆ หากไม่ใช้น้ำมันหล่อลื่น ทั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับกรณีที่ประเทศนั้นมีความก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร

สำหรับปีนี้ เพิร์คได้ทำการสำรวจระหว่างเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2551 ใน 13 ประเทศเอเชีย คือ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปรื เกาหลีใต้ มาเลเซีย ไต้หวัน อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทยและฟิลิปปินส์ แต่ไม่ได้สำรวจในพม่าและบังคลาเทศ โดยเพิร์คเห็นว่า สองประเทศดังกล่าวมีชื่อเสียงด้านคอรัปชั่นอยู่แล้ว

ผลการสำรวจพบว่า ประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดเรียงไปหามากที่สุดโดยเปรียบเทียบคะแนนปีนี้กับปีที่แล้ว คือ สิงคโปร์ (1.13/1.20) ฮ่องกง (1.80/1.87) ญี่ปุ่น (2.25/2.10) มาเก๊า (3.30/5.18) เกาหลีใต้ (5.65/6.30) มาเลเซีย (6.37/6.25) ไต้หวัน (6.55/6.23) อินเดีย (7.25/6.67) เวียดนาม (7.75/7.54) จีน (7.98/6.29) อินโดนีเซีย (7.98/8.03) ไทย (8.00/8.03) และฟิลิปปินส์ (9.00/9.40) หรือกล่าวโดยนัยหนึ่งคือ ประเทศที่มีการคอรัปชั่นมากที่สุดคือ ฟิลิปปินส์ รองลงมาคือ ไทย และอินโดนีเซียเป็นอันดับสาม ( ประเทศที่มีคะแนนคอรัปชั่นน้อยที่สุด คือประเทศที่โปร่งใสมากที่สุด ประเทศที่มีคะแนนคอรัปชั่นมาก คือประเทศที่มีการทุจริตคอรัปชั่นมากตามลำดับ)

ถ้าดูตามลำดับที่เพิร์คจัดไว้ นับว่าน่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริง กล่าวคือ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเก๊า เกาหลีใต้ มาเลเซีย ไต้หวัน เป็นประเทศที่รัฐบาลเอาจริงเอาจังในการต่อต้านและปราบปรามการคอรัปชั่น มักจะมีการเปิดโปงคดีทุจริตผ่านสื่อมวลชนเสมอ ผู้ที่ทุจริตบางทีอับอายขายหน้าจนต้องฆ่าตัวตายก็มี หลายคนถูกจับขังคุก ทำให้นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐไม่กล้าทุจริต

ในปีก่อน ๆ ประเทศไทยมักถูกจัดลำดับไว้ก่อนเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่อยู่หลังสิงคโปร์และมาเลเซียทุกครั้ง แต่ผลการวิจัยในปีนี้ ปรากฎว่าอินโดนีเซียทำได้ดีเช่นเดียวกับเวียดนาม เล่นเอาไทยตกอันดับไปเลย มาเลเซียยังอยู่ในอันดับ 6 เช่นเดิม แต่ได้แต้มน้อยกว่าปีที่แล้ว ส่วนไทยนั้นแต้มดีขึ้นแต่อันดับตกลงมา

ผู้นำรัฐบาลของไทยไม่ควรไปตีโพยตีพายกับผลการสำรวจ เพราะระยะเวลาที่ทำการสำรวจนั้น รัฐบาลยังไม่ได้เข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ หรือเพิ่งเข้าบริหารประเทศได้เพียงไม่กี่วัน การที่ประเทศไทยมีคะแนนตกมาเป็นประเทศที่มีการทุจริตคอรัปชั่นมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากฟิลิปปินส์นั้น จึงไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลชุดนี้ แต่เป็นผลงานของรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งรายงานสรุปว่า แม้ทหารขับไล่รัฐบาลทักษิณซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตคอรัปชั่นอย่างมากออกไป แต่รัฐบาลสุรยุทธ์ ก็มีคะแนนตีตื้นขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นักธุรกิจที่ตอบแบบสอบถามจะให้คำตอบและเหตุผลสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา นั่นคือช่วงปี 2550 ซึ่งเป็นรัฐบาลชุดที่แล้ว ไม่ใช่รัฐบาลชุดปัจจุบัน เพิร์คไม่ได้กล่าวหารัฐบาลชุดนี้ซึ่งเข้าบริหารประเทศได้เพียงไม่ถึงเดือน อีกทั้งเป็นไปไม่ได้ที่ผู้สำรวจจะกล่าวหารัฐบาลที่เพิ่งเข้าทำงานโดยยังไม่มีผลงานหรือยังไม่ทันตั้งตัวที่จะทุจริตหรือไม่ทุจริต

ผู้นำรัฐบาลควรจะรอบคอบกว่านี้ก่อนที่จะออกมาตีโพยตีพายหรือมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรง รวมทั้งพาดพิงมาถึงสื่อมวลชนไทยด้วย อย่างไรก็ดี เรื่องแบบนี้จะโทษนายกรัฐมนตรีคนเดียวไม่ได้ ต้องโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบรวมทั้งกองงานโฆษกรัฐบาลด้วย ที่ควรจะให้ข้อเท็จจริงแก่นายกรัฐมนตรีก่อนเพื่อนายกรัฐมนตรีจะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวได้ถูกต้องเมื่อถูกถาม

ที่ผ่านมา เคยมีการทำรายงานสั้น ๆ เสนอนายกรัฐมนตรีในทุกเช้าเกี่ยวกับประเด็นข่าวที่ผู้สื่อข่าวอาจสัมภาษณ์ รวมทั้งเตรียมข้อเท็จจริงเป็นคำตอบไว้ให้ด้วย ทำให้นายกรัฐมนตรีสามารถตอบคำถามผู้สื่อข่าวพร้อมด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ทราบว่าปัจจุบันยังมีการทำรายงานเช่นนี้หรือไม่อย่างไร ถ้ายังทำอยู่ ประเด็นข่าวของเพิร์คก็ไม่น่าทำให้นายกรัฐมนตรีหงุดหงิดขนาดนี้

แน่นอน คงไม่มีผู้นำและประชาชนพอใจที่เห็นประเทศของตนถูกกล่าวหาว่าเป็นประเทศคอรัปชั่นอยู่ในลำดับต้น ๆ แต่ถ้าเรายอมรับความจริงว่าเมืองไทยมีการทุจริตคอรัปชั่นรุนแรงจริง และผู้นำรัฐบาลคนปัจจุบันตั้งใจและลงมือทำอย่างจริงจังในการป้องกัน ปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในยุคก่อน โดยหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก ย่อมเป็นชื่อเสียงของรัฐบาลชุดนี้แน่นอน

ผลการสำรวจของเพิร์คที่ออกมาในต้นปี 2552 นั่นแหละจึงจะเป็นผลงานของรัฐบาลชุดนี้