วิเคราะห์ข่าว
มือที่มองไม่เห็นในกระแสโลกาภิวัฒน์

กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับ CSCAP และสถาบันการต่างประเทศสราญรมย์ (SIFA) ได้จัดประชุมสัมมนาเรื่อง “สถานการณ์ภัยคุกคามความมั่นคง : มุมมองจากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม” เมื่อ 20-21 มีนาคม 2551 ที่โรงแรมสยามซิตี้ กทม. โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานความมั่นคงภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมและนักวิชาการกว่า 100 คน มาร่วมกันประเมิน “ภาพรวมสถานการณ์ความมั่นคงและประเด็นภัยคุกคามความมั่นคงในระยะใกล้ กลางและไกล” เพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้ตระหนักรู้สิ่งท้าทายความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะสัญญานอันตรายทางด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางบริหารจัดการภัยคุกคามต่อความมั่นคงดังกล่าว

นี่เป็นการประชุมสัมนนาหนึ่งในหลายครั้งที่กระทรวงต่างประเทศ ร่วมกับ CSCAP และ SIFA ร่วมจัดขึ้น ซึ่งท่านผู้อ่านน่าจะได้รับรู้ในเรื่องดี ๆ พวกนี้บ้าง แทนที่จะประชุมกันเสร็จก็ปิดรายการและแยกย้ายกันกลับบ้าน ความรู้ถูกเก็บไว้ในวงจำกัดเฉพาะผู้เข้าร่วมประชุมสัมนาเท่านั้น การสัมนาครั้งนี้มีนักปฏิบัติ นักทฤษฎี และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านความมั่นคง มาพบปะกันและผลิตความคิดดี ๆ ออกมา

ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ที่ทุกฝ่ายมีโอกาสและความเสี่ยงเท่าเทียมกัน เปรียบเสมือนทางด่วนที่มีรถทุกชนิด ทั้งวิ่งเร็วแบบรถแข่ง หรือวิ่งช้าแบบเต่า รถใหญ่และรถเล็ก รถเก๋งและรถบันทุก ทุกคนมีสิทธิขึ้นไปวิ่งบนทางด่วน รถช้าก็ถูกแซง หรือถูกเบียดตกถนนไป รถเร็วที่ซิ่งแซงคนอื่นหากขับไม่ดีอาจพลิกคว่ำหรือตกถนนไปก็ได้ คนขับรถมีทั้งคนขับที่เก่งและไม่เก่ง คนขับที่มีมารยาทและไม่มีมารยาทที่ขับรถเกเรสร้างปัญหาให้คนอื่น หรือไปเบียดกระแทกคนอื่น

ฉันใดฉันนั้น ปัญหาความมั่นคงของโลกภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์มีความยุ่งยาก สลับซับซ้อน วุ่นวายมากกว่าระยะสงครามเย็น ภัยคุกคามสมัยสงครามเย็นกับสมัยโลกาภิวัฒน์แตกต่างกันมากมาย ปัญหาความมั่นคงไม่ใช่มีเพียงมิติทางทหารมิติเดียวเช่นสมัยสงครามเย็น แต่มีหลายมิติซ้อนกันที่ต้องแยกแยะให้ดี เพราะมีทั้งภัยคุกคามรูปแบบเก่าและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อีกทั้งสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงก็เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยสงครามเย็น ที่ก่อนนั้นมีเพียงผู้เล่นหรือตัวละครที่เป็นรัฐอธิปไตยเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีตัวละครที่ไม่ใช่เป็นรัฐอธิปไตยเข้ามามีบทบาท และดูเหมือนตัวละครพวกนี้จะสร้างปัญหาและความปั่นป่วนให้กับความมั่นคงของโลกมากพอสมควร

ปัญหาความมั่นคงของโลกและของชาติมี “มือที่มองไม่เห็น” ที่เข้ามา “แจม” ทั้งที่เรารู้หรือไม่รู้ตัว ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่ก็หนีมือที่มองไม่เห็นนี้ไปได้ อย่างไรก็ดี ขอยืนยันว่า มือที่มองไม่เห็นดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทยแต่อย่างใด

ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติไทยมีทั้งที่มาจากนอกประเทศ และที่เกิดขึ้นในประเทศ ที่มีปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลา ไม่มีภัยคุกคามใดทั้งที่มาจากนอกประเทศหรือในประเทศเป็น “อิสระ” ในตัวเอง แต่จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเสมอ ในเมื่อโลกไม่มีพรมแดน

ที่ประชุมสัมมนาช่วยกันพิสูจน์ทราบภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติทั้งที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน และที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นค่อนข้างแน่ในอนาคตอันใกล้ รวมทั้งที่พอมองเห็นลาง ๆ ในหลายปีข้างหน้า โดยเฉพาะภัยคุกคามจากกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งที่ใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือ ภัยคุกคามจากปัญหาพลังงานโลกและการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศโลก ที่ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การระบาดของโรคร้ายใหม่ ๆ ที่ประชุมได้ให้ความสนใจและใช้เวลามากพอสมควรต่อประเด็นความมั่นคงด้านพลังงานและความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบันกำลังเผชิญกับ “สิ่งท้าทาย” ที่จะต้อง

(1) สร้างสมดุลระหว่างการจัดการภัยคุกคามรูปแบบเดิม กับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะต้องสร้าง “ระบบป้องกันภัย” ใหม่ ๆ ขึ้นภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร

(2) สร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ ต้องพัฒนาจากความร่วมมือจากลักษณะ Engagement เป็น Cooperation อย่างจริงจัง ไม่เพียงเอามือไปแตะกันเท่านั้น แต่ต้องจับมือกันทำงานอย่างใกล้ชิด

(3) สร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ของรัฐ กับภาคเอกชน โดยเฉพาะองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ เอ็น.จี.โอ.ที่ปัจจุบันแทบมีจุดยืนที่ต่างกันแทบจะตรงกันข้าม

(4) เปลี่ยนกรอบความคิดและวิธีคิดเพื่อให้ได้มาซึ่ง “ยุทธศาสตร์ที่ดี” โดยต้องมองปัญหาเหนือปัญหา มองทะลุไปถึงผลกระทบและความเชื่อมโยงต่อปัญหาอื่น ๆ และสร้าง “ ยุทธศาสตร์แยกส่วน ”

จากการที่สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของโลกเปลี่ยนแปลงไป มีข้อเสนอแนะว่าควร “ปฏิรูปองค์กรความมั่นคง” ของชาติ แต่ที่สำคัญกว่าการปฏิรูปองค์กร คือ ต้อง “ปฏิรูปวิธีคิด วิธีทำ” ของเจ้าหน้าที่งานด้านความมั่นคงกันใหม่ ซึ่งคงไม่สายเกินไป

แม้ไม่ได้เป็นข้อเสนอแนะในการประชุม แต่ผู้เข้าร่วมประชุมสัมนาหลายคนเห็นว่า ขณะที่ผู้ปฏิบัติพร้อมจะปฏิรูปวิธีมอง วิธีคิดและวิธีปฏิบัติกันใหม่ ให้สอดคล้องกับสิ่งท้าทายและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้น รัฐบาลซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านความมั่นคง และเป็นผู้บริหารจัดการความมั่นคงของชาติ ก็ควรปฏิรูปวิธีคิด วิธีทำของตนด้วยเช่นกัน แต่คำถามคือ ผู้ที่รับผิดชอบความอยู่รอดปลอดภัยของบ้านเมืองเข้าใจถึงเรื่องวิธีบริหารจัดการความมั่นคงเพียงไร เพราะที่แต่ละคนพูดออกมา แทนที่จะทำให้ชาติบ้านเมืองมั่นคงขึ้น ดูเหมือนว่าทำให้ผู้ปฏิบัติอึดอัดใจกันไปหมด

ในอดีตที่ไม่ต้องย้อนไกลเกินไป รัฐบาลสามารถบริหารจัดการภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติในเรื่องสำคัญ ๆ สองเรื่องคือ ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์ และภัยคุกคามด้านการทหารขนาดใหญ่ต่ออธิปไตยของชาติ จนทำให้ชาติอยู่รอดปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

วันนี้ จึงเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้และเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงรุ่นนี้ที่จะต้องดูแลให้ชาติมีความมั่นคง อยู่รอดปลอดภัยอย่างมีศักดิ์ศรี บนปรัชญาความมั่นคงที่ว่า คนตายได้ แต่ชาติบ้านเมืองตายไม่ได้ นอกจากตายไม่ได้แล้ว ยังต้องอยู่อย่างมีสุขภาพดี มีศักดิ์ศรี เป็นที่เคารพของผู้ที่ได้พบเห็นด้วย (22 มีนาคม 2551)