|
|
|
โอกาสและความเสี่ยงในกระแสโลกาภิวัฒน์ |
|
|
|
ผมมีโอกาสได้รับฟังการบรรยายของ ดร.สารสิน วีระผล รองประธานบริหารของเครือซี.พี. ที่ได้วิเคราะห์สถานการณ์ความมั่นคงจากมุมมองด้านเศรษฐกิจ ในสองโอกาสที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ดี เวทีที่ ดร.สารสิน ได้ให้ความรู้กับคนฟังนั้นเป็นเวทีปิด ไม่ปรากฎในสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ผมเห็นว่า เป็นการวิเคราะห์ที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการมองโลกในกระแสโลกาภิวัฒน์ที่ไทยต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงได้ขออนุญาตท่านนำมาเผยแพร่ให้กับท่านผู้อ่านได้รับทราบ ซึ่งท่านอนุญาต
ถ้าจะเปรียบ ดร.สารสินว่า มีคุณภาพแบบ 3 in 1 ก็คงได้ เพราะท่านเคยเป็นอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยมาก่อน โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจีนคนที่สองต่อจาก ดร.เขียน ธีรวิทย์ จากนั้น ท่านได้โอนไปรับราชการที่กระทรวงต่างประเทศ เจริญก้าวหน้าจนได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นเอกอัคราชทูต หลังจากนั้น จึงลาออกมาร่วมงานกับ ซี.พี. โดยตำแหน่งปัจจุบันเป็นรองประธานฝ่ายบริหารเครือ ซี.พี. ซึ่งท่านต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจในต่างประเทศทุกเดือน ดังนั้น ท่านจึงมีความรู้และประสบการณ์ทั้งในฐานะนักวิชาการ ข้าราชการ และภาคเอกชน การวิเคราะห์สถานการณ์ความมั่นคงจากมุมมองเศรษฐกิจโลกจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ
ข้อความข้างล่างนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ดังกล่าว
โลกาภิวัฒน์ หรือโลกดิจิตอล เกิดขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามเย็น เป็นการสร้างสังคม การเมืองขึ้นใหม่ โดยแพร่กระจายอุดมการณ์ของตลาด สหรัฐเชื่อว่า ตลาดเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง สหรัฐเชื่อในปรัชญาที่ว่า มนุษย์มีอิสระในการตัดสิน กำหนดชีวิตของตน มนุษย์มาแทนพระเจ้า มนุษย์กำหนดชาตาของตนเอง เชื่อมั่นต่ออนาคตของตนเอง มนุษย์เชื่อว่า วิกฤติเป็นวัฏฏจักรที่บริหารได้ ควบคุมได้ เช่นเศรษฐกิจสหรัฐทุก 10 ปีจะเกิดวิกฤติ เป็นวัฎฎจักร์ วิกฤติต้องแก้ตัวของมันเอง รัฐอย่าเข้ามาแทรกแซง สหรัฐเป็นประเทศแรกที่ฉกฉวยโอกาสจากโลกาภิวัฒน์เต็มที่ เพราะมีความพร้อมกว่า มีแนวคิดสร้างสรรสูงกว่า ความรู้ดีกว่า เครื่องมือมีมากกว่า นิวยอร์คกำหนดตลาดหุ้น
ระบบของสหรัฐขึ้นอยู่กับความเชื่อตัวเดียว สหรัฐเก่งในการสร้างภาพให้คนอื่นเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง คล้ายกับหนังฮอลลีวู๊ดที่สร้างจินตนาการจนคนดูคล้อยตาม สหรัฐเป็นลูกหนี้ใหญ่ที่สุดในโลก คนอเมริกันมีชีวิตอยู่เกินกำลังของตัวเอง แต่สหรัฐสามารถระดมทรัพยากรทั่วโลกมาสนองความต้องการของตนได้ จีนผลิตครึ่งหนึ่งของศักยภาพของตนเพื่อสนับสนุนสหรัฐ จีนเอาเงินที่ได้จาก สหรัฐไปซื้อพันธบัตรอเมริกัน อเมริกาก็ออกใบแจ้งหนี้ให้ คนอื่นปล่อยให้สหรัฐล่มไม่ได้ เพราะตัวเองก็จะล่มไปด้วย คนที่กระทบมากที่สุดในกรณีเศรษฐกิจของ สหรัฐถดถอย คือ จีน ญี่ปุ่น ยุโรป ดังนั้น จะปล่อยให้สหรัฐล่มไม่ได้ สหรัฐก็รู้จุดนี้
โลกาภิวัฒน์ให้โอกาสในการทำธุรกิจ ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยง โลกไม่มีพรมแดน โลกาภิวัฒน์ก่อให้เกิดการติดต่อเชื่อมโยง สื่อสารกันมากขึ้น เดินทางมากขึ้น นวัตกรรมช่วยกระจายความรู้ การศึกษากลายเป็นธุรกิจนำมาสู่ความรู้ใหม่ ๆ ที่จะนำไปต่อสู้บนเวที การเงิน ตลาดหลักทรัพย์ เฮดจ์ฟันด์ เป็นตลาดที่ใช้นวัตกรรมมากที่สุด การค้ารองลงมา ภาคบริการ การเงินเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในโลกาภิวัฒน์ นอกจากมีเครื่องมือใหม่ ๆ แล้ว ยังมีผู้เล่นใหม่ ๆ เช่น เฮดจ์ฟันด์ ประเทศพัฒนาร่ำรวยมากขึ้นและเป็นผู้กำหนดซัพพลาย ดีมานด์ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ความรู้ ข้อมูลข่าวสารกระจายไม่มีพรมแดน และมีความเร็วด้วย ความรับผิดชอบที่มีต่อคุณธรรมจริยธรรมน้อยลง ทั้งหมดนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจที่มาพร้อมความเสี่ยงทางธุรกิจ
สหรัฐเป็นผู้กำหนดโลกาภิวัฒน์ กำหนดกติกาให้คนเล่น ให้เชื่อในสิ่งที่สหรัฐเชื่อ ให้เล่นเกมในสิ่งที่สหรัฐกำหนด เพราะสหรัฐมีความพร้อมกว่าคนอื่น แต่พอถึงสหรัฐเสียเปรียบ สหรัฐก็ใช้นโยบายปกป้องตลาดของตนเอง นอกจากนั้น ตลาดเสรีบางทีไม่เสรีจริง เพราะมีมือที่มองไม่เห็นเข้ามาจัดการ ไม่ให้ตลาดเป็นไปตามกลไกเสรีในตัวของมันเอง มีคนมาปั่นราคา เก็งกำไร กักตุน สร้างดีมานด์เทียม
การต่อสู้ในปัจจุบัน เป็น สงครามมันสมอง ใครมีสมองดีกว่า คนนั้นชนะ เราต้องมีอะไรดีกว่าคนอื่นถึงจะขายได้ กระบวนการทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
โลกาภิวัฒน์ ที่ก่อให้เกิดการแข่งขัน ทั้งโอกาสและความเสี่ยง เหมือนกับทางด่วน ที่รถทุกคันสามารถขึ้นไปวิ่งได้ ทั้งรถราคาแพง ราคาถูก รถยี่ห้อดี ยี่ห้องไม่ดี วิ่งเร็ว วิ่งช้า รถยุโรป รถญี่ปุ่น มีทั้งรถปอร์เช่ต์ รถเบ๊นซ์ รถโตโยต้า รถเร็ว รถดีไม่ใช่ว่าไม่พลาด ถ้าขับเร็วไป แซงซ้ายแซงขวา อาจพลิกคว่ำ หรือไปชนคนอื่น หรือตกทางด่วนก็ได้ รถช้าวิ่งไปเรื่อย ๆ สู้คนอื่นไม่ได้ แต่ก็ปลอดภัย ถนนสายนี้ให้โอกาสรถทุกคันขึ้นไปวิ่ง แต่บางที มันไม่ใช่เสรีร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะคนมีอำนาจบางทีกำหนดกฎจราจรว่า ต้องวิ่งไม่ช้ากว่า 120 ก.ม.ต่อ ชม. รถเก่า รถแก่วิ่งได้ไม่ถึง แต่ปอร์เช่ เบนซ์ บีเอ็ม. วิ่งฉิว อย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรม เรากันกระแสโลกาภิวัฒน์ไม่ได้ แต่จะให้กระทบเรามากน้อยเพียงใด
ในโลกโลกาภิวัฒน์ มีมือที่มองไม่เห็นที่เข้ามามีบทบาทอยู่ด้วย ก่อนนั้น เมื่อเราพูดถึงมือที่มองไม่เห็น เรามักถึงพระเจ้า มือที่มองไม่เห็นของพระเจ้าจะมาช่วยเราให้สำเร็จ ช่วยเราให้ปลอดภัย ช่วยส่งเสริมภารกิจของเราให้ดีขึ้น แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก มือที่มองไม่เห็นมีมากกว่ามือของพระเจ้า บางทีสวดมนต์ของพรจากพระเจ้าก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน
สนามโลกาภิวัฒน์ไม่ใช่กระทบเฉพาะตัวละครเล็ก ๆ แบบเรา สหรัฐ ซึ่งสอนคนอื่นเรื่องโลกาภิวัฒน์ แต่ตอนนี้ สหรัฐกำลังเจอปัญหาซับไพรม์ เพราะซับไพรม์กำลังจะลามไปใหญ่ บุชบอกว่า คุณก็รู้อยู่ว่าขับรถบนถนนทีขรุขระ ต้องระมัดระวัง ขับเร็วไม่ได้ เดี๋ยวจะตกข้างถนน แต่ตอนนี้สหรัฐตกข้างถนนแล้ว ไม่ใช่กำลังจะตกถนน ซับไพรม์เป็นตัวอย่างที่ดีของสหรัฐ โลกาภิวัฒน์ไม่ใช่กระทบต่อตัวละครเล็ก ๆ แบบเรา แต่ตัวใหญ่ ๆ แบบ สหรัฐที่ออกมาสอนคนอื่นเรื่องโลกาภิวัฒน์ก็โดน แต่ไม่ได้หมายถึงว่า สหรัฐไม่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์ 20 ปีที่ผ่านมาสหรัฐได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ตัวละครทุกตัวเพลินกับโลกาภิวัฒน์ มัวแต่เพลินดูดเลือดคนอื่น แต่ตัวเองก็โดนเข้าบ้าง
โลภาภิวัฒน์ เป็นเรื่องที่เรากำลังประสบในปัจจุบัน เป็นเรื่องของการที่เราจะต้องบริหารโอกาสและความเสี่ยง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของเราก็คือ วิกฤติต้มยำกุ้ง ปี2540 หลังจากที่เราพูดถึงโลกาภิวัฒน์ เราก็เห็นผลโลภาภิวัฒน์ชัดเจน เมื่อเขาเปิดสนามให้เราแข่งรถ เราก็เข้าแข่งกับเขาเหมือนกัน เรายอมรับในกติกา ความเสี่ยงอยู่ที่ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และระบบของเราดีพอหรือยัง การบริหารจัดการของเราพร้อมหรือยัง เราคิดว่าพร้อมก็ไปแข่งกับเขาด้วย แล้วเราก็ประสบอุบัติเหตุตกถนน แต่ไม่ถึงกับตาย เพียงบาดเจ็บ และ ค่อย ๆ คลานกลับมาสู่เวทีโลกใหม่
ในโลกแห่งโลกาภิวัฒน์มันมีโอกาส แต่ก็มีความน่ากลัวซ่อนอยู่ ถ้าเราไม่เจอต้มยำกุ้ง เราอาจลำบาก ต้มยำกุ้งถือว่าเป็นบทเรียนของเรา ขณะนั้นเรากู้เงินเขามาดอลลาร์ละ 25 บาท เพลินไปเลย นายธนาคารเสนอให้กู้เพลินไปเลย แต่พอเจอต้มยำกุ้ง นายธนาคารมาเคาะประตูเรียกหนี้คืนทุกวัน นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนได้รับบทเรียน โลกาภิวัฒน์ไม่ต้องดูไกล มือที่มองไม่เห็นมันมีอยู่เต็มไปหมด
โลกมีกติกามากขึ้น นอกจากตัวละครภาครัฐแล้ว ยังมีองค์การระหว่างประเทศ เอ็นจีโอ. ฯลฯ บางทีเราคิดว่า สิ่งที่เราทำ เราพูด ในประเทศเป็นเรื่องของเรา คนอื่นไม่เกี่ยว แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว ทุกอย่างกระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว มีคนอื่นเข้ามาแทรก สหประชาชาติเข้ามาแทรก เอ็นจีโอ.เข้ามาแทรก เราจะถือว่าสิ่งที่เราพูดเป็นเรื่องของเราอย่างเดียวต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เพราะสังคมโลกเฝ้ามองอยู่และพร้อมที่จะวิจารณ์ ดังนั้น คำพูดคำเดียวกระจายไปทั่วโลก
ทั้งหมดข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์ของ ดร.สารสิน วีระผล ซึ่งยังมีที่น่าสนใจมากกว่านี้ ดังนั้น ผมขอสรุปต่อจากย่อหน้าสุดท้ายที่ ดร.สารสิน กล่าวไว้คือ โดยหลักการทั่วไปที่ใช้ได้กับทุกประเทศ เมื่อผู้นำพูด คำพูดนั้นไม่เพียงแต่ดังในประเทศเท่านั้น แต่ยังดังไปทั่วโลกด้วย เพราะเขาถือว่าผู้นำพูดในนามประเทศ ถ้าพูดดี ประเทศชาติก็ดีไปด้วย แต่ถ้าพูดแบบไม่คิด ประเทศชาติอาจได้รับความเสียหาย ด้วยเหตุนี้ คนที่เป็นผู้นำประเทศ ก่อนจะพูดอะไรควรคิดเสียก่อน แต่ไม่ได้หมายถึงว่า ผู้นำต้องเป็นเตมีย์ใบ้ ไม่ยอมพูดอะไรเลย (13 เมษายน 2551)
|
|
|
|