วิเคราะห์ข่าว
พิมพ์เขียวของบ้านชื่อ “ประเทศไทย”

ก่อนที่เราจะสร้างบ้าน เราต้องขอให้สถาปนิกช่วยเขียนพิมพ์เขียวให้ สถาปนิกผู้เขียนพิมพ์เขียวก็ต้องเขียนตามความต้องการของเจ้าของบ้าน รัฐธรรมนูญเปรียบเสมือน “พิมพ์เขียว” หรือ บลูพรินต์ ที่ ส.ส.ร.ตะเวนจัดสัมนาไปตามจังหวัดต่างๆ เพื่อสอบถามความต้องการและความคิดเห็นของประชาชนว่าต้องการให้บ้านมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ต้องการให้พิมพ์เขียวเป็นแบบไหน เพื่อให้สถาปนิก หรือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไปเขียนพิมพ์เขียวมา นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญเป็นการกำหนดทิศทางเดินของประเทศ และระเบียบกฎเกณท์ที่คนในบ้านตกลงกันว่า เราจะเอาอย่างนี้ เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย เกิดความมั่นคงและความมั่งคั่ง

หลังจากสถาปนิก หรือ ส.ส.ร. ได้ร่างพิมพ์เขียวแล้ว ก็ต้องเอามาให้เจ้าของบ้านหรือประชาชนในมาดูเป็นครั้งสุดท้ายว่าเราจะเอาตามนี้หรือไม่ ซึ่งสถาปนิกบอกว่า ได้เขียนพิมพ์เขียวตามที่เจ้าของบ้านบอกความต้องการมา แต่เนื่องจากคนในบ้านมีหลายคน หัวหน้าครอบครัวจึงให้สมาชิกออกเสียงกันว่าต้องการพิมพ์เขียวตามที่สถาปนิกร่างมาหรือไม่ นอกจากให้ดูว่าบ้านจะออกมาเป็นหน้าตาอย่างไร ยังมีการกำหนดกฎกติกามารยาทที่คนในบ้านต้องตกลงทำร่วมกัน เพื่อให้คนในบ้านหลังนี้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสงบสุข โดยมีข้อตกลงว่า เอาเสียงข้างมากตัดสิน เมื่อผลออกมาอย่างไร สมาชิกเสียงข้างน้อยต้องยอมรับ และค่อยไปแก้ไขในบางส่วนที่ไม่ดีต่อไป

การออกเสียงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญผ่านไปแล้ว คณะกรรมการเลือกตั้งและสื่อทุกประเภทต่างรายงานผลและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บางแห่งทำกร๊าฟแยกเป็นจังหวัด ภาค และทั่วประเทศ แบ่งเป็นฝ่ายรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทั้งจำนวนและเปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้ง่ายแก่ความเข้าใจ อย่างไรก็ดี ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง เราอ่านสถานการณ์ในชั้นต้น ดังนี้

ประการแรก ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่มีอยู่กว่า 45 ล้านคน ออกมาใช้สิทธิเพียง 25 ล้านคนหรือร้อยละ 57 เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก ไม่เพียงแต่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ ก.ก.ต.คาดหวังไว้เท่านั้น แต่ยังน้อยจนไม่น่าเชื่อ ดังนั้น หากต้องการให้คนมาใช้สิทธิให้มาก ก็ต้องกำหนดว่าเป็น “หน้าที่” ถ้าให้เป็น “สิทธิ” รับรองว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ค่อยสนใจ แสดงว่าคนไทยส่วนหนึ่งยังไม่เข้าใจความสำคัญของรัฐธรรมนูญ และเห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องไกลตัว จังหวัดที่มีคนมาออกเสียงน้อยที่สุดคือ สุรินทร์ นั้น ถือว่าน่าอายมาก เหมือนกับว่าคนสุรินทร์ไม่สนใจเรื่องบ้านเมืองเลย หรือได้รับสินจ้างไม่ให้ไปออกเสียง ผู้ว่าราชการจังหวัดจะตอบข้อสงสัยนี้อย่างไร?

ประการที่สอง ส่วนต่างระหว่างผู้เห็นชอบกับผู้ไม่เห็นชอบน้อยกว่าร้อยละ 20 กล่าวคือ ผู้เห็นชอบทั่วประเทศร้อยละ 57 ส่วนผู้ไม่เห็นชอบร้อยละ 42 ผู้ไม่เห็นชอบส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือและภาคอีสาณ ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคไทยรักไทย แสดงว่า ฐานเสียงของพรรคไทยรักไทยในภาคเหนือและภาคอีสาณยังแข็งแกร่งอยู่มาก ซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้งในปลายปี 2550

ประการที่สาม ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในภาคใต้ให้การรับรองร่างรัฐธรรมนูญสูงที่สุดเกือบร้อยละ 90 แสดงว่าฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ยังแน่นมาก เช่นเดียวกับภาคกลางของพรรคชาติไทย และ กทม.ที่แบ่งกันไประหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคอื่น

ประการที่สี่ ควรสังเกตว่า คนในภาคอีสาณและภาคเหนือที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่คะแนนห่างจากคนที่รับกันครึ่งต่อครึ่ง รัฐบาล คมช.และพรรคอื่นจะเจาะเข้า 5-6 จังหวัดในภาคเหนือ และเกือบทุกจังหวัดในภาคอีสาณ รับรองว่าเหนื่อย แม้ว่าหัวหน้าพรรคชาติไทยอ้างว่า ไม่อาจนำผลการลงประชามตินี้มาเป็นฐานในการคิดคำนวนเสียงในการเลือกตั้งปลายปี 2550 ได้ เนื่องจากครั้งนี้ พรรคอื่นไม่ได้ส่งคนไปหาเสียงกับประชาชนเช่นพรรคไทยรักไทย อย่างไรก็ดี ผลที่ออกมาในการเลือกตั้งปลายปีคงไม่แตกต่างกันนัก ที่สำคัญ ภาคอีสาณมีที่นั่ง ส.ส.มากกว่าภาคอื่น

ประการที่ห้า การออกเสียงลงประชามติครั้งนี้เป็นการตรวจแถวกำลังพล หรือทดสอบพลังระหว่างกลุ่มอำนาจเก่ากับกลุ่มอำนาจปัจจุบัน นัยหนึ่ง นี่เป็นการอุ่นเครื่อง หรือเป็นเพียงยกแรกเท่านั้น ยกสำคัญจะบอกผลแพ้ชนะจริง ๆ จะอยู่ที่การเลือกตั้งปลายปี

ประการที่หก ต้องยอมรับว่า ผลการลงประชามติที่ออกมาแม้คนส่วนใหญ่ออกเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่คนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจะด้วยเหตุผลใดก็ตามซึ่งมีมากถึงร้อยละ 42 ถือว่าเป็นความพ่ายแพ้ของ คมช.และรัฐบาลโดยสิ้นเชิง ในทางตรงกันข้าม อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทยจะรวมกันมากขึ้น คนที่ยังลังเลก็อาจตัดสินใจเข้าสังกัดพรรคเดิมชื่อใหม่ ในเมื่อฐานพลังยังเข้มแข็ง ซ้ำน้ำเลี้ยงยังดีกว่าพรรคอื่น ส่วนพรรคมัชฌิมา พรรคธรรมาธิปไตย พรรคชาติพัฒนากิจสังคม คงเหนื่อยมากขึ้น คนที่น่าจะเหนื่อยมากที่สุดคงหนีไม่พ้นประธาน คมช. ที่คิดลงเล่นการเมือง เมื่อเสือถูกล่อออกจากถ้ำ รับรองว่าโดยยำเละแน่ ๆ

ประการที่เจ็ด เรามองไม่เห็นอนาคตการเมืองเมืองไทย และการเลือกตั้งเมืองไทยจะเป็นไปอย่างเสรี บริสุทธิ์และยุติธรรม เพราะเพียงการออกเสียงลงประชามติ กลุ่มที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญยังใช้วิธีการสกปรกชนิดที่คนนึกไม่ถึงว่าพวกนี้เอาส่วนไหนของร่างกายคิดได้ถึงขนาดนี้ โดยไม่คำนึงว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่ มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างน่าละอายที่สุด เพียงหวังเพื่อเอาชนะคะคานกันทางการเมืองเท่านั้น ขณะเดียวกัน ประชาชนจำนวนไม่น้อยก็ไม่เข้าใจว่าพิมพ์เขียวของบ้านที่เขาจะอาศัยอยู่นี้ กฎกติกามารยาที่จะต้องอยู่ร่วมกันเป็นอย่างไร

ประการที่แปด ผลการเลือกตั้งเป็นบันไดพาดให้แกนนำม็อบสนามหลวงลงจากเวทีได้อย่างสง่าผ่าเผย เพราะรอคอยบันไดนี้มานานแล้ว หลายคนหวังว่า ตั้งแต่นี้ไปบ้านเมืองคงสงบเรียบร้อยในเมื่อคนส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉนั้น คนส่วนน้อยก็ต้องรับกติกานี้ด้วย แต่เราไม่เชื่อว่าความวุ่นวายจะหมดไป เพราะแกนนำบางพรรคบอกว่ายอมรับผลการลงประชามติ แต่ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งหมายถึงว่า คงมีความเคลื่อนไหวก่อกวนต่อไป ยิ่งผลการทดสอบพลังออกมาเช่นนี้ หากไม่รีบตีเหล็กขณะที่กำลังร้อนอยู่เพื่อผลปลายปี ก็เห็นจะผิดปกติ

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าคนไหนไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญก็ไม่ควรลงเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปลายปี 2550 นี้ แต่ พล.ต.สนั่น คงลืมไปว่า คนที่พูดและพรรคพวกของคนที่พูดนั้น ไม่มีสิทธิเล่นการเมือง 5 ปี เพราะฉนั้น อย่าว่าแต่ลงเลือกตั้งปลายปี 2550 เลย หากมีการเลือกตั้งครั้งต่อไปภายใน 5 ปี คนเหล่านี้ก็ไม่มีสิทธิ นอกจากจะมีการนิรโทษกรรม