วิเคราะห์ข่าว
สำนักข่าวกรองแห่งชาติเวอร์ชันใหม่
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับความมั่นคง 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ.ข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. … ในขั้นตอนต่อไปหลังจากส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเรื่องถ้อยคำแล้ว รัฐบาลจะส่งร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งจะบรรจุเข้าไว้ในในวาระเพื่อพิจารณา ถ้าสภานิติบัญญัติเห็นชอบก็จะส่งกลับมายังรัฐบาล เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป
หลายท่านได้วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. … ไว้แล้วผ่านสื่อต่างๆ ดังนั้น ผมจะเขียนถึงร่าง พ.ร.บ.ข่าวกรองแห่งชาติ เป็นสำคัญ
ประวัติของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ย้อนหลังไปตั้งแต่ 1 ม.ค.2497 เมื่อรัฐบาลจัดตั้ง "กรมประมวลราชการแผ่นดิน" ต่อมาในปี 2502 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "กรมประมวลข่าวกลาง" จุดเปลี่ยนสำคัญเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นเมื่อปี 2528 เมื่อผู้บริหารขณะนั้นเห็นว่า กรมประมวลข่าวกลาง ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา เป็นคำสั่งของฝ่ายบริหาร หากมีรัฐบาลใดเกิดบ้าเลือดขึ้นมาอาจยุบกรมประมวลข่าวกลางได้โดยง่าย จึงเสนอให้เปลี่ยนเป็น พ.ร.บ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ.2528 แทน ซึ่งนอกจากรับผิดชอบต่อรัฐบาลแล้ว ยังรับผิดชอบต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน พร้อมกันนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักข่าวกรองแห่งชาติ" โดยมีผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นผู้บริหารสูงสุด เทียบเท่ากับปลัดกระทรวง
จากปี 2528 จนถึง 2550 สถานการณ์ในประเทศและสถานการณ์โลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เกิดสิ่งท้าทายและภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติในรูปแบบใหม่ ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็นเปรียบเสมือนกับหนังสือที่ต้องเก็บไว้บนหิ้ง ในขณะที่มีหนังสือเล่มใหม่ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์เกิดขึ้น เพื่อให้สำนักข่าวกรองสามารถปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบและเผชิญกับสิ่งท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องมีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ปี 2528 โดยให้มาใช้ร่าง พ.ร.บ.ข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. … แทน
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือ มีการตั้ง "คณะกรรมการข่าวกรองแห่งชาติ" ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน คณะกรรมการประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม คลัง ต่างประเทศ คมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาดไทย ยุติธรรม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. ผบ.ตร. และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ เมื่อสำนักข่าวกรองแห่งชาติทำงานภายใต้คณะกรรมการ ต่อไปคงต้องเปลี่ยนชื่อจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็น "สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ" ตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี
กรรมการดังกล่าวมาจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติทั้งโดยตรงและอ้อม ในขณะที่สภาความมั่นคงแห่งชาติเปรียบเสมือนรัฐมนตรีวงใน คณะกรรมการข่าวกรองแห่งชาติเปรียบเสมือนน้องของคณะรัฐมนตรีวงในก็คงได้ คณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย แนวทางแผนงานด้านการข่าวกรองแห่งชาติประจำปี และระยะยาว ให้หน่วยข่าวต่างๆ นำไปปฏิบัติ นอกจากนั้น ยังกำหนดหลักสูตรข่าวกรองประเภทต่างๆ ให้เป็นแนวทางเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของหน่วยข่าวต่างๆ จะได้มีความรู้ในแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเรียนและรู้ สะเปะสะปะไปหมด
อำนาจหน้าที่ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งเป็น "องค์การข่าวกรองพลเรือน" ระดับชาติและเป็น "หน่วยงานที่ปรึกษา" ด้านข่าวกรองแก่นายกรัฐมนตรี ไม่ได้แตกต่างจาก พ.ร.บ.ข่าวกรองแห่งชาติ ปี 2528 แต่มีการขยายความมากขึ้น นอกจากเป็น "องค์การข่าวกรอง" ที่รวมข่าวกรองต่างประเทศ ข่าวกรองความมั่นคงหรือในประเทศ ข่าวกรองทางการสื่อสาร การต่อต้านข่าวกรอง และการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนแล้ว ยังเป็น "องค์การรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน" ด้วย
นอกจากเน้นการรวบรวมข่าวลับแล้ว สำนักข่าวกรองแห่งชาติให้ความสำคัญกับ "การวิเคราะห์วิจัยข่าว" เปลี่ยนจากข้อมูลข่าวสารให้เป็นข่าวกรอง หรือเป็นความรู้นำเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงและกระจายข่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์
พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ กำหนดให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็น "ศูนย์กลางในการประสานงานข่าว" กับหน่วยข่าวของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ และกับหน่วยข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่ให้หน่วยข่าวต่างประเทศถือโอกาสไป "เจาะ" เข้าส่วนราชการต่างๆ
วัตถุประสงค์ในการตั้ง "กรมประมวลราชการแผ่นดิน" ซึ่งพัฒนามาเป็น "สำนักข่าวกรองแห่งชาติ" ในปัจจุบัน ต้องการให้ทำงานต่างประเทศแบบซีไอเอของสหรัฐเป็นสำคัญ แต่ระยะหลังรัฐบาลได้ให้น้ำหนักข่าวกรองในประเทศมากขึ้น จึงทำให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติต้องรับผิดชอบทั้งงานของซีไอเอและเอฟบีไอไปพร้อมกัน แต่กำลังพลและงบประมาณไม่ได้สัดส่วนกับหน้าที่ความรับผิดชอบเลยแม้แต่น้อย
ก่อนนั้นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานซึ่งทำงานลับและเสี่ยงอันตราย แต่ไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ จะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายและได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นสมกับความเสี่ยง เท่ากับกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงาน ป.ป.ช. เนื่องจากที่ผ่านมา สำนักข่าวกรองแห่งชาติประสบปัญหา "สมองไหล" เพราะเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมและมีประสบการณ์มาอย่างดี ได้โอนย้ายไปสังกัดหน่วยงานใหม่ที่มีค่าตอบแทนสูงกว่า
ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ ได้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการเข้าถึงข้อมูลลับต่างๆ สามารถขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นได้ เข้าร่วมฟังการซักถามผู้ต้องหาคดีความมั่นคง โดยที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความร่วมมือ มิฉะนั้น จะมีความผิดตามกฎหมาย นอกจากนั้น ยังขอความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม ศาลยุติธรรม ในการอำนวยความสะดวกการรวบรวมข่าวสารได้ ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการทำงานของเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ โดยเฉพาะการให้ "ความคุ้มครอง" แก่เจ้าหน้าที่ที่เสี่ยงภัยทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง แต่กลับถูกฝ่ายตรงข้ามหรือผู้กระทำผิดฟ้องแก้เกี้ยว ซึ่งทำให้เสียเวลาในการทำงานและทำให้เจ้าหน้าที่เสียขวัญกำลังใจ
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ไม่มีอำนาจในการจับกุม เช่น ตำรวจ หรือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะยึดตามหลักการที่ว่า ผู้มีหน้าที่สืบสวนหาข่าวต้องแยกจากผู้มีอำนาจจับกุม เพื่อให้เกิดความยุติธรรมต่อประชาชน การที่ให้อำนาจแก่เจ้าที่มากขึ้น ก็ต้องมีบทลงโทษควบคู่ไปด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด หากเจ้าหน้าที่คนใดใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือกระทำการนอกเหนือวัตถุประสงค์หรือแสวงหาผลประโยชน์มิชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จะต้องถูกลงโทษเป็น 2 เท่า และ 3 เท่า ตามลักษณะของการกระทำนั้น
ที่ผ่านมา จุดแข็งของหน่วยงานนี้ คือ การรวบรวมข่าวทางลับ การวิเคราะห์วิจัยข่าว การซักถาม ฯลฯ และเจ้าหน้าที่ไม่มีประวัติเสียหายด้านการทุจริตประพฤติมิชอบ (เคยมีเพียง 1-2 ราย แต่โดนไล่ออกไปแล้ว) ระยะหลังสำนักข่าวกรองแห่งชาติ มีข้อจำกัดด้านงบประมาณอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา ไม่กล้าลงทุนด้านการข่าว แต่อยากได้ข่าวทุกอย่าง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ หากสังเกตดูจะพบว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ กล้าลงทุนด้านการข่าว แม้ว่าการลงทุนนั้นอาจประสบผลสำเร็จมากหรือน้อยก็ได้ หรือบางทีต้องใช้เวลาหลายปีก่อนที่จะเห็นผล แต่ต้องกล้าที่จะลงทุน ในขณะที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ก็ไม่ได้ต้องการงบมากมายนัก แต่ที่เป็นอยู่ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าน้อยมาก จนแทบทำงานไม่ได้
สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เสียภาษีที่แปลงเป็นงบประมาณจัดสรรให้เป็นเงินเดือน ค่าจ้าง และงบปฏิบัติงานข้าวกรอง ดังนั้น ประชาชนจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับองค์กรนี้ว่ามีหน้าที่ความรับผิดชอบและทำงานอะไรให้กับชาติบ้านเมืองบ้าง
เจ้าหน้าที่ทุกคนของสำนักข่าวกรองแห่งชาติได้รับการสั่งสอนอบรมมาว่า สำนักข่าวกรองแห่งชาติรับใช้รัฐบาล ไม่ได้รับใช้พรรคการเมือง สำนักข่าวกรองแห่งชาติรับใช้นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชา ไม่ได้รับใช้ นาย ก. หรือนายพล ก. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ จะถือเอาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติเป็นตัวตั้งในการทำงาน
ดังนั้น รัฐบาลควรใช้สำนักข่าวกรองแห่งชาติในงานด้านความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ อย่าไปใช้ทำงานด้านการเมืองเรื่องการแย่งชิงอำนาจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ไม่ถนัด (อาทิตย์ 24 มิถุนายน 2550)