วิเคราะห์ข่าว
โลกรับไม่ได้กับความโหดของอัลกออิดะห์
หลังจากหายเงียบไปนาน อยู่ๆ นายอุซามะห์ บิน ลาดิน หัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ที่ถล่มอเมริกาเมื่อปี 2544 ได้พูดผ่านการบันทึกเทปและนำออกมาเปิดโดยสถานีโทรทัศน์อัล จาซีรา ที่เป็นช่องทางให้กลุ่มก่อการร้ายแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ 3 ครั้งในปีนี้ภายในเวลา 1 เดือน โดยสองครั้งแรกกระทำเมื่อวันที่ 8 และ 20 กันยายน 2550 และล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2550 เมื่อหัวหน้าแก๊งก่อการร้ายระดับโลกออกมาพูด พวกเราก็ต้องฟัง และวิเคราะห์ว่านายอุซามะห์ต้องการอะไร
สาระสำคัญของคำแถลงผ่านเทปครั้งล่าสุดมีเป้าหมายอยู่ที่กลุ่มพันธมิตรในอิรัก หรือสาขาของอัลกออิดะห์/อิรักโดยตรง นายอุซามะห์ ได้เรียกร้องให้ผู้ก่อการร้ายอิรักนิกายสุหนี่สามัคคีกัน อย่าแตกแยกกัน เขาเรียกร้องกลุ่มก่อการร้ายอิรักให้รวมตัวกันเพื่อสู้กับความถูกต้อง อย่าแบ่งฝักแบ่งฝ่าย อย่าคิดว่ากลุ่มตัวเองดีที่สุดและปฏิเสธกลุ่มอื่น ให้ยึดถึงภาระหน้าที่ที่พระเจ้าและศาสนาได้กล่าวไว้ เขาย้ำว่าผลประโยชน์ของอิสลามอยู่เหนือกลุ่มและเหนือรัฐ เหนือชาติพันธุ์ เหนือองค์การ นายอุซามะห์บอกว่า แม้คนเหล่านี้ได้ทำผิดพลาดไปแล้วก็สามารถแก้ตัวใหม่ได้
ถ้าฟังเฉพาะสิ่งที่นายอุซามะห์พูด เราอาจไม่เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร และทำไมจึงออกมาพูดในช่วงเวลานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดถึงความผิดพลาดของกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ โดยก่อนหน้านี้เขามีแต่ประณามความผิดของรัฐบาลอิรักและรัฐบาลอื่น จึงเป็นที่น่าสนใจว่านายอุซามะห์หมายถึงอะไร
หากตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังไป พบว่าในช่วงระยะหลังกลุ่มก่อการร้ายสุหนี่ในอิรักเริ่มแปรพักตร์ไปเข้ากับฝ่ายรัฐบาล หรือแม้ไม่เข้ากับฝ่ายรัฐ ก็หันมาต่อต้านการกระทำของกลุ่มที่เป็นสาขาของอัลกออิดะห์ในอิรักโดยตรง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกลุ่มก่อการร้ายในอิรัก 2 กลุ่มคือ “สหภาพนักรบอิรัก” และ “กลุ่มฮามาสในอิรัก” ได้ออกแถลงการณ์ประณามเครือข่ายอัลกออิดะห์/อิรัก ในกรณีที่สังหารผู้นำและนักรบของตน รวมทั้งสตรีและเด็กอย่างป่าเถื่อน มีการขุดศพขึ้นมาและตัดศพเป็นชิ้นส่วน ตัดหัว เอาขึ้นรถประจานไปทั่ว ทั้งที่เหยื่อเหล่านี้เป็นผู้ที่ยึดมั่นในหลักศาสนา ประชาชนอิรักทนไม่ได้กับพฤติกรรมป่าเถื่อนดังกล่าว เพราะแต่ละวันจะมีศพที่ถูกฆ่าฟันอย่างป่าเถื่อน บางศพไม่มีหัว นอนกลาดเกลื่อนบนท้องถนน เหยื่อเหล่านี้ถูกกลุ่มอัลกออิดะห์กล่าวหาว่ากระทำผิดต่อศาสนา
กลุ่มก่อการร้ายที่ออกแถลงการณ์ดังกล่าวเคยเป็นพันธมิตรกับกลุ่มอัลกออิดะห์ในอิรัก แต่ต่อมาทนไม่ไหวกับนโยบายใช้ความรุนแรงอย่างป่าเถื่อน จึงแยกตัวเองออกมา นักวิเคราะห์บางคนมองว่า ขณะนี้กระแสกำลังย้อนกลับมาต่อต้านอัลกออิดะห์เอง เพราะกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์/อิรักกำลังฆ่าพี่น้องมุสลิมด้วยกันเอง คนจึงสงสัยว่าอัลกออิดะห์เป็นผู้พิทักษ์มุสลิมดังที่ได้กล่าวอ้างจริงหรือ?
ความรู้สึกต่อต้านกลุ่มอัลกออิดะห์/อิรักกำลังแพร่หลายไปในกลุ่มก่อการร้ายอิรักนิกายสุหนี่ โดยเฉพาะในบรรดาผู้นำมุสลิมสุหนี่ในจังหวัดอันบาร์ มีการทำโปสเตอร์ประณามอัลกออิดะห์/อิรักเผยแพร่ทั่วไป ขณะเดียวกันได้มีการออกประกาศในกลุ่มอัลกออิดะห์/อิรักเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติตนว่าอะไรที่ควรทำและอะไรไม่ควรทำ แสดงว่ากลุ่มอัลกออิดะห์/อิรักรับรู้ความรู้สึกไม่พอใจของพันธมิตรได้เป็นอย่างดี
คำแถลงของนายอุซามะห์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของเขาต่อสถานการณ์ในอิรักที่กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์/อิรักดำเนินการผิดพลาดจนพันธมิตรและประชาชนเกิดปฏิกิริยาต่อต้านอย่างเปิดเผย บางกลุ่มอาจหันไปร่วมมือกับรัฐบาลอิรัก โดยมองว่าการดำเนินการของรัฐบาลอิรักยังมีมนุษยธรรมมากกว่ากลุ่มอัลกออิดะห์ด้วยซ้ำ นายอุซามะห์จึงต้องรีบออกมาแก้ปัญหาโดยด่วน
แม้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าแถลงการณ์ต่อต้านกลุ่มอัลกออิดะห์/อิรักดังกล่าวเป็นของจริงหรือของปลอม หรือเป็นการปฏิบัติงานลับของซีไอเอ คำตอบคือ ไม่ว่าจะเป็นของจริงหรือของปลอม หรือซีไอเอร่วมกับรัฐบาลอิรักทำการดังกล่าว แต่ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และมีการขยายผลให้กว้างขวางยิ่งขึ้นโดยซีไอเอและรัฐบาลอิรัก และถ้าแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นของปลอม องค์กรทั้งสองต้องออกมาปฏิเสธทันที แต่นี่ก็ไม่มีการปฏิเสธจากองค์กรทั้งสอง
จริงอยู่สิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่ทำให้กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์/อิรักต้องล่มสลายหรือพ่ายแพ้โดยทันที แต่นับว่าเป็น “จุดพลิกผัน” สำคัญที่นายอุซามะห์รู้ดี จึงต้องรีบออกมาส่งสัญญาณไปยังกลุ่มก่อการร้ายพันธมิตรในอิรัก
การที่ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนเพื่อใช้เป็นกรณีศึกษา และเปรียบเทียบเกี่ยวกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนในประเทศไทยที่อาศัยความเป็นชาติพันธุ์และศาสนาเดียวกันเป็นสิ่งจูงใจ ในระยะแรกประชาชนจำนวนไม่น้อยทีเดียวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวโน้มเห็นด้วย แต่เมื่อประจักษ์ชัดว่าสิ่งที่คนกลุ่มนี้ทำทั้งหมดไม่เกี่ยวกับศาสนาแต่อย่างใด ทั้งนี้ ได้รับการยืนยันจากองค์กรมุสลิมระหว่างประเทศและประเทศมุสลิมอื่นๆ คนเหล่านี้เริ่มตระหนักและปลีกตัวออกมา
การใช้ความรุนแรงอย่างป่าเถื่อน เหี้ยมโหด เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะมีใครในโลกยอมรับได้ ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติ สัญชาติ ชาติพันธุ์ ฯลฯ ใดก็ตาม เช่น การที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือ โดยการไล่สังหารคนอย่างเหี้ยมโหด ป่าเถื่อน ไร้เหตุผล เผาโรงเรียน ฆ่าฟันประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิม เด็ก ผู้ใหญ่ พระสงฆ์ โต๊ะอิหม่าม บุคลากรด้านการศึกษาและสาธารณสุข แบบหมาบ้าที่ไล่กัดไม่เลือกหน้า โดยต้องการสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนอยู่ภายใต้การบงการของตน แต่ปรากฏว่าระยะแรกคนก็กลัว แต่ตอนหลังกลัวจนเกิดความกล้า เพราะถ้าไม่ลุกขึ้นสู้หรือไม่ร่วมมือกับทางการแล้ว ชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขา ลูกหลานเขา จะถูกทำลายไม่วันใดก็วันหนึ่ง
ขณะนี้กระแสกำลังพลิกกลับ ทั้งคนไทยและคนทั่วโลก แม้แต่ชาวมุสลิมทั่วโลกก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำอันป่าเถื่อน โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมของกลุ่มก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งพวกนี้ก็รู้ดี จึงไม่กล้าเปิดตัวออกมา เพราะถ้าเปิดตัวเมื่อไร โลกจะร่วมมือกันประณาม และจัดให้พวกนี้อยู่ในบัญชีกลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศทันที
เพราะฉะนั้น ถ้าใครคิดว่าการก่อการร้ายหรือกลุ่มอัลกออิดะห์ในอิรักและในอัฟกานิสถานไม่เห็นเกี่ยวกับประเทศไทยเลย เมื่ออ่านบทความนี้จบแล้วคงเห็นว่าเกี่ยวกันไม่มากก็น้อย (พฤหัสฯ 25 ต.ค. 50)