วิเคราะห์ข่าว
ตลาดการเมือง
หลายคนมองการ เมืองไทยแบบสมเพช ตัวละครหลายตัวแสดงบทเหมือนกับตัวตลกทางการเมือง นึกอยากจะทำอะไรก็ทำโดยไม่เกรงใจประชาชนเลยแม้แต่นิด หลายคนบอกว่าไม่อยากดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุเกี่ยวกับข่าวการเมืองเลย เพราะไม่อยากจะได้ยินได้ฟังและได้เห็นอะไรที่มันทุเรศมากไปกว่านี้ แต่อีกหลายคนก็บอกว่า นี่แหละคือการเมืองเมืองไทย ที่ไม่เคยเปลี่ยนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายสิบปีที่ผ่านมา
การเมืองไทยขณะนี้เป็นยิ่งกว่าสามก๊กของจีน เพราะมีหลายก๊กเหลือเกิน และสามารถเปลี่ยนก๊กได้ตลอดเวลา บางคนหลั่งน้ำตาลาออกจากพรรคเพราะพรรคไม่ส่งลงสมัครจึงขอย้ายก๊ก บางคนย้ายพรรคเพราะคิดว่าได้เงินสนับสนุนจากพรรคอื่นมากกว่า แม้แต่อดีตผู้นำที่ตายไปแล้วยังถูกขุดขึ้นมาเล่น บางคนประกาศรวมพรรควันนี้ วันรุ่งขึ้นพรรคก็แตก จนถูกมองว่าเป็น “ตลกการเมือง” นักวิเคราะห์บางคนเปรียบเทียบตลาดการเมืองไทยขณะนี้เหมือนกับ “ตลาดโคกระบือ” ที่มีการซื้อขายกันอย่างสนุกสนาน โคกระบือบางตัวมีราคา แต่บางตัวก็ไร้ราคา บางครั้งเจ้าของก็สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ โคกระบือของตนเพื่อหลอกคนซื้อหน้าโง่
การเมืองไทยพุ่งไปที่ผลประโยชน์ด้านการเงินเป็นสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขณะนี้ “อาวุธ” ที่ใช้ในการต่อสู้กันทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ “เงิน” ซึ่งเป็นเรื่องที่น่า สลดใจ นักการเมืองที่หาพรรคสังกัดในขณะนี้ส่วนใหญ่มองไปยังพรรคที่มี “ท่อน้ำเลี้ยง” มากที่สุด หรือมองไปที่หัวหน้าพรรคที่ใจป้ำพร้อมจะจ่ายมากกว่าพรรคอื่น นักการเมืองหลายคนไม่ได้สังกัดพรรคเพื่ออุดมการณ์ แต่เพื่อเงินมากกว่า ถ้าหัวหน้าพรรคไม่มีเงินมากพอหรือไม่มีท่อน้ำเลี้ยง คนเหล่านี้ก็คงผละไปที่อื่นแทน
หลายคนยอมรับว่า การเลือกตั้งต้องใช้เงินมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้น เงินจึงเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้ได้รับเลือกหรือไม่ ใครที่มีเงินอยู่แล้วก็ไม่อยากควักกระเป๋าตัวเอง เพราะนี่คือโอกาสอันดีที่จะดูดเงินจากกระเป๋านายทุน หรือจากหัวหน้าพรรค แต่ทำอย่างไรจะได้เงินมากที่สุด นักการเมืองหลายคนมองการเลือกตั้งว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะรวยอีกครั้ง คนเหล่านี้จะกวาดตาดูว่า ใครและพรรคใดที่ตนจะดูดเงินได้มากที่สุด
นักการเมืองบางคนมีเงินแต่ไม่มีบารมี ไม่มีลูกน้อง ก็ต้อง “กว้านซื้อ” นักเลือกตั้งมาอยู่ในสังกัด นักเลือกตั้งบางคนมีความสามารถ แต่ไม่มีเงิน ก็ต้องหาแหล่งสังกัดโดยพยายาม “สร้างค่าตัว” ของตนให้ได้สูงที่สุด บางคนพยายามปั่นราคาตัวเองซึ่งได้ผลบ้างไม่ได้ ผลบ้าง เพราะตลาดจะตีราคาที่โอกาสในการรับเลือกตั้งว่ามีมากน้อยเพียงใด ถ้าสามารถทำให้คนซื้อเชื่อได้ว่า ตนเองมีโอกาสได้รับเลือกตั้งสูง ราคาค่าตัวก็สูง แต่ถ้าคนไหนมีโอกาสน้อย ราคาก็ต่ำ
บางคนวิจารณ์ว่า ตลาดการเมืองขณะนี้เป็นของผู้ซื้อ บางคนก็บอกว่าเป็นตลาดของ ผู้ขาย อย่างไรก็ตาม พรรคไหนมีนายทุนที่เป็นมหาเศรษฐีเงินหมื่นล้าน หรือหัวหน้าพรรคมีเงินทุนเป็นหมื่นล้านบาทและใจนักเลงพร้อมที่จะจ่าย ก็เปรียบเสมือนแม่เหล็กที่จะดูดสรรพสิ่งที่อยู่ในรัศมี และเป็นที่หมายปองของนักการเมืองสัมภเวสีทั้งหลายที่มักจะแวะเวียนเข้ามาเสนอหน้า
นักการเมืองเจ้าของเงินพร้อมจะซื้อเพื่อให้ได้อำนาจทางการเมือง แต่คนเหล่านี้กว่าจะมีเงินเป็นพันหรือหมื่นล้านบาท ต้องถือว่าเป็นประเภท “เขี้ยว” หรือเจ้ายุทธจักร์มาแล้วทั้งนั้น ดังนั้น การจ่ายเงินจึงเป็นงวดๆ โดยมีการประเมินตัวผู้สมัครเป็นระยะ ที่สำคัญที่เจ้าของเงินมักทำเสมอมาในการเลือกตั้งทุกครั้ง คือ ให้ผู้สมัครในสังกัดลงนามในใบกู้เงินไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเป็นข้อผูกมัดและใช้เป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรม ส.ส.ในสังกัดได้
ใครหาคนมาอยู่ในสังกัดได้มากก็มีราคา หลายคนพยายามสร้างค่าตัว เพิ่มมูลค่าให้กับตัวเอง เพื่อให้ได้ราคาสูงที่สุด มองหาตลาดที่จะขายได้ราคาสูงที่สุด บางครั้งก็ใช้วิธีการแบบ “ขายเหล้าพ่วงเบียร์” หรือ “ขายแบบยกเล้า” บางคนตีราคาสูงกว่าเป็นจริงเพราะคิดว่า สถานะและประสบการณ์ในอดีตจะช่วยเพิ่มมูลค่า แต่ปรากฏว่าขายไม่ได้ จึงต้องถือโซ่ข้อกลางเดินเคว้งคว้างไปมาหาที่ลงไม่ได้ แต่บางคนก็มีเครดิตมากกว่าเดบิต ที่ดุลบัญชีได้เปรียบ นักการเมืองประเภทนี้มีราคาในตัวเองที่พรรคต่างๆ ต้องการ
นักการเมืองดีๆ มีมากมายที่เล่นการเมืองด้วยอุดมการณ์ โดยยึดมั่นอุดมการณ์ของพรรคที่ตนสังกัดอยู่อย่างเหนียวแน่น แต่ก็มีนักการเมือง “สัมภเวสี” ที่พร้อมจะเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ เพื่อหาศาลสิงสถิต ทุกพรรคจะมีนักการเมืองสัมภเวสีแทรกเป็นยาดำอยู่ด้วยเสมอ จนทำให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคปวดหัวเพราะต้องคอยจับตัวคนเหล่านี้ไว้ให้มั่น ไม่ให้ใครมาดูดเอาไป
นักวิเคราะห์หลายคนแสดงความห่วงใยว่า ส.ส.ซึ่งย่อมาจากคำว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น นักการเมืองที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ครั้งนี้ต้องตระหนักว่า ตนเองเสนอตัวเป็นผู้แทนของราษฎร ดังนั้น นักการเมืองที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ครั้งนี้ต้องตระหนักว่าตนเองเสนอตัวเป็นผู้แทนของราษฎร แต่ขณะนี้ นักการเมืองกำลังทำตัวเป็น "ตัวแทนของบุคคล" หรือกลุ่มบุคคล สู้เพื่อบุคคลไม่ใช่สู้เพื่อราษฎรนักการเมืองเหล่านี้กำลังจะฉกฉวยความเป็นผู้แทนราษฎรมาเป็นเรื่องส่วนตัว
ขณะเดียวกัน คนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยตระหนักในเรื่องนี้ ปล่อยให้คนพวกนี้เหยียบย่ำน้ำใจของคนไทยตลอดมา เมื่อไรคนไทยจะตื่นขึ้นและสู้เพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีของตนเอง
จากการทำโพลล์ของสำนักวิจัยบางแห่งประชาชนต้องการนักการเมืองมาฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ บางคนมองไปที่นักธุรกิจบางคนมองไปที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนแยกไม่ออกระหว่างนักธุรกิจกับนักเศรษฐศาสตร์ "นักธุรกิจ" มุ่งหากำไรสูงสุดเพ่อตัวเอง แต่ "นักเศรษฐศาสตร์" มุ่งความเจริญส่วนรวมของประเทศ ดังนั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนต้องการผู้นำที่เป็นนักธุรกิจหรือนักเศรษฐศาสตร์
นักวิเคราะห์บางคนวิจารณ์ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่าง "กลุ่มเอาทักษิณ"ที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นตัวแทนกับ "กลุ่มไม่เอาทักษิณ" ที่มีพรรคประชาธิปัตย์และชาติไทยเป็นแกนหลัก ส่วนพรรคขั้วที่สามนั้นพร้อมที่จะเลี้ยวไปทางไหนก็ได้
นักวิเคราะห์บางคนมองไปในอีกมุมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็น "การต่อสู้ระหว่างเศรษฐี 2 คน" ที่มีธุรกิจหมื่นล้านบาทเป็นเดิมพัน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและคุณประชัย เลี่ยวไพโรจน์ ที่มีเงินพอๆ กันและ "รอบจัด" ไม่แพ้กัน เป็นการต่อสู้ระหว่าง "นักธุรกิจ" สองคนที่คนหนึ่งลงสนามโดยตรง แต่อีกคนมี "นอมินี" ขึ้นเวทีแทนไม่ว่าใครขึ้นมีอำนาจประชาชนก็จะได้นักธุรกิจมาปกครองประเทศเช่นเดิม
"สินค้า" ในตลาดการเมืองขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้ามีตำหนิแทบทั้งนั้น เพียงแต่มีตำหนิมากหรือน้อยสินค้าบางตัวเคยตกแตกมาแล้วแต่เจ้าองเอากาวมาติดไว้หลายคนเรียกว่า เป็น"เหล้าเก่าในขวดใหม่" หรือเหล้าแก่ติดสลากใหม่ ที่หยิบสินค้าตัวไทยขึ้นมาดูสามารถบอกประวัติความเป็นมาได้เกือบทุกชิ้น คนไทยมองหาสินค้าใหม่ที่มีคุณภาพดีในตลาดนี้ไม่ค่อยได้อย่างไรก็ดีคนไทยต้องเผชิญและยอมรับความจริงในสินค้าที่มีตำหนิเหล่านี้ คนไทยต้องมีชีวิตอยู่กับนักการเมืองหลายคนที่ไร้คุณภาพ แต่จะช่วยกันบริหารจัดการไม่ให้คนเหล่านี้ทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองเช่นที่พวกเขาเคยทำมาแล้วในอดีตได้อย่างไร(วันอาทิตย์ที่ 28 ต.ค 50)