|
เมื่อ 30 มกราคม
2555 รัฐบาลจีนประกาศว่า
จะเพิ่มบทบาทของเงินหยวนให้ขึ้นเป็นเงินสกุลหลักหนึ่งในการค้าระหว่างประเทศ
และส่งเสริมให้มีการลงทุนเงินหยวนในตลาดเซี่ยงไฮ้มากกว่าเดิม
และจะให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการเงินแห่งใหม่ของโลกภายในปี 2563 ทั้งนี้ รัฐบาลจีนมองว่า
การยกระดับของเงินหยวนสู่ความเป็นสากลคือเป้าหมายหลักในการพัฒนามหานครเซี่ยงไฮ้ ปัจจุบัน
ฮ่องกงถูกใช้เป็นศูนย์แลกเปลี่ยนเงินหยวนซึ่งปี 2554 มีการซื้อขายเงินหยวนผ่านฮ่องกงถึง
1.3 ล้านล้านหยวน ร่างพิมพ์เขียวการพัฒนาประเทศระหว่างปี
2554-2558 นั้น
จีนกำหนดจะเพิ่มการใช้เงินหยวนในการค้าชายแดนก่อน อย่างไรก็ดี นักการเงินระหว่างประเทศมองว่า
การจะบรรลุให้เงินหยวนเป็นอีกหนึ่งสกุลเงินหลักของโลกจีนต้องปล่อยให้เกิดการไหลเข้าออกของเงินอย่างอิสระมากกว่านี้ ปล่อยให้การแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนเป็นไปอย่างอิสระเสรี
ไม่ใช่รัฐบาลคอยควบคุมอย่างปัจจุบันซึ่งไม่ยอมปล่อยให้ค่าเงินหยวนขึ้นลงตามกลไกตลาด หากทำได้ นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเชื่อว่า
ต่อไปเงินหยวนจีนจะเป็นเงินสำรองของโลกในอนาคตคู่กับเงินดอลลาร์สหรัฐ
กรณีวิกฤติการเงินในสหรัฐเมื่อปี
2551-52
ทำให้มีการมองไปที่จีนซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ
และเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองรองจากสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลจีนต้องพยายามส่งเสริมให้เงินหยวนเป็นเงินตราระหว่างประเทศอีกสกุลหนึ่ง
การที่จีนถือครองพันธบัตรสหรัฐมาก และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐตกลง ทำให้จีนขาดทุนไปด้วย ดังนั้น
เพื่อลดความเสี่ยงนี้ในอนาคต
จีนจำเป็นต้องชูเงินหยวนให้มากขึ้น และยอมให้บริษัทเอกชนนำเข้า ส่งออก โดยจ่ายเป็นเงินหยวน
วิเคราะห์ว่า
การที่จีนผลักดันเงินหยวนไม่ใช่ให้มาแทนเงินดอลลาร์สหรัฐ เพียงแต่ต้องการให้เงินหยวนเป็นหนึ่งในสกุลเงินตราหลักของโลกที่ยอมรับในการซื้อขายสินค้าและบริการ การลงทุนต่างประเทศ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเท่านั้น
ซึ่งจีนดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน โดยในชั้นแรก เริ่มเมื่อปี 2551 อนุญาตให้มณทลที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านค้าขายกับเพื่อนบ้านเป็นเงินหยวนได้ เริ่มจากเพื่อนบ้านทางรัสเซีย เอเชียกลาง ต่อมาเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ปากีสถาน พม่า ไทย ลาว เวียตนาม เวลานี้ 30 มณทลและ 1
เขตปกครองตนเองของจีน
หรือทั่วประเทศใช้เงินหยวนในการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกันหมดแล้ว
เป้าหมายหลักอยู่ที่อาเซียนซึ่งเขตเสรีการค้าจีน
อาเซียน
มีผลบังคบใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553
และเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก จีนเสนอให้มีการใช้เงินหยวนในการค้าขายระหว่งกันต่ออาซียนเมื่อเดือนสิงหาคม
2553 โดยจีนกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดของอาเซียน อาเซียนค้ากับจีนคิดเป็นร้อยละ
12 ของการค้าทั้งหมดของอาเซียน จีนตั้งกองทุนให้อาเซียนกู้ยืม 2
กองทุน ที่มีเงื่อนไขสำหรับประเทศผู้กู้ด้วยว่าต้องกู้เป็นเงินหยวน ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางของประเทศในอาเซียนถือครองเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ
ส่วนหนึ่งเป็นเงินหยวน
และจะทำให้เงินหยวนเป็นที่ดึงดูดใจของตลาดต่างประเทศมากขึ้น
ยิ่งเศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดยั้ง การค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้น
เงินหยวนก็ถูกใช้มากขึ้นตามไปด้วย คาดว่า
อาเซียนจะใช้เงินหยวนเป็นเงินในการติดต่อค้าขายกับจีนเร็วที่สุดภายใน 5
ปี และช้าที่สุดภายใน 30 ปี
เราจะเห็นการค้าระหว่างอาเซียนกับจีนด้วยเงินหยวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เป็นการลดความเสี่ยงในการแลกเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐก่อน เพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐไม่แน่นอน
ยิ่งระยะหลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนลง
ใครเก็บดอลลาร์สหรัฐไว้มากมีสิทธิ์ขาดทุน
การที่จีนถือครองดอลลาร์สหรัฐไว้ร้อยละ 60-70 ในรูปของทรัพย์สิน พันธบัตร
เวลานี้จีนขาดทุนไปมากแล้วหลังเกิดวิกฤติการเงินแฮมเบอร์เกอร์ ยิ่งสหรัฐพิมพ์เงินออกมามากเท่าไร
ค่าเงินก็อาจลดลง
จีนได้ลงนามในข้อตกลงแลกเปลี่ยนเงินตรา
(Currency swap ตกลงระหว่างคู่สัญญาที่จะแลกเปลี่ยนเงินต่างสกุลที่มีมูลค่าเท่ากัน ในระยะเวลาที่แน่นอน
ระหว่างเงินหยวนกับเงิน 6 สกุล คือ เกาหลีใต้ ฮ่องกง มาเลเซีย เบลารุส อินโดนีเซีย อาร์เจนตินา ไอซ์แลนด์ สิงคโปร์ เวลานี้
ต่างประเทศหันมาค้าขายกับจีนด้วยเงินหยวนมากขึ้น และเวลานี้
จีนกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนตายตัวกับเงิน 9 สกุลหลักแล้ว คือ ดอลลาร์สหรัฐ ดอลลาร์ฮ่องกง เยน ยูโร ปอนด์สเตอลิง ริงกิตมาเลเซียน รูเบิ้ลรัสเซีย ดอลลาร์ออสเตรเลีย
และดอลลาร์คานาดา
อย่างไรก็ดี
การผลักดันให้เงินหยวนก้าวเข้าสู่สกุลเงินตราหลักของโลกไม่ใช่ทำง่าย ๆ
และเสร็จในเร็ววัน เวลานี้ เงินหยวนถือว่าเป็นเงินตราระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียแล้ว แต่ยังไม่ถึงระดับโลก หากจีนจะเร่งในเรื่องนี้ จีนต้องเปิดตลาดทุนอย่างเต็มที่ จีนต้องมีศูนย์ที่ใช้เงินหยวนทำธุรกรรมทางการค้าในต่างประเทศ
ต้องมีตลาดแลกเปลี่ยนเงินหยวนล่วงหน้า ซึ่งปัจจุบันจีนใช้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายเงินหยวน
และจะส่งเสริมให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์การเงินโลกภายในปี 2563 ปริมาณเงินหยวนที่หมุนเวียนในต่างประเทศต้องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การจะทำให้เงินสกุลใดเป็นเงินสกุลหลักของโลก ต้องผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ (1) ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ (2) ใช้ในการลงทุนระหว่างประเทศ และ
(3) ใช้เป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ในขั้นนี้ จีนกำลังดำเนินการในขั้นตอนแรกเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ธนาคารโลกระบุว่า
เงินหยวนอาจกลายเป็นเงินสกุลหลักของโลกร่วมกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินยูโร เงินเยน ภายในปี 2568
1
กุมภาพันธ์ 2555
|