วิเคราะห์ข่าว
เกาหลีเหนือเปิดประเทศ ?

เราไม่ค่อยได้ยินข่าวเกี่ยวกับผู้นำเกาหลีเหนือเยือนต่างประเทศบ่อยนัก หรือจะเรียกว่าไม่ได้ยินเลยก็แทบจะว่าได้ แต่ระหว่างปลายเดือนตุลาคมต่อต้นพฤศจิกายน 2550 นายคิมยองอิล นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญสูงสุดอันดับ 2 รองจากประธานาธิบดีคิมจองอิล อยู่ระหว่างการเดินทางเยือนประเทศเวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชาและลาวอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างผิดปกติ หลายคนตั้งคำถามว่า เกาหลีเหนือจะปรับเปลี่ยนนโยบายเปิดประเทศมากขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น อย่างนั้นหรือ? เนื่องจากก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือได้ยอมปิดโรงงานนิวเคลีย 5 จุดที่เมืองยองเบียนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแหล่งผลิตอาวุธนิวเคลีย แต่บางคนบอกว่า นี่เป็นเพียงกลยุทธของเกาหลีเหนือเท่านั้น เพราะโรงงานนิวเคลียที่ยองเบียนล้าสมัยมากและเกาหลีเหนือต้องการปิดมานานแล้ว

คนที่มีอำนาจมากที่สุดในเกาหลีเหนือขณะนี้คือ ประธานาธิบดีคิมจองอิล ที่เป็นผู้บงการทุกสิ่งทุกอย่างในเกาหลีเหนือ การที่นายกรัฐมตนตรีคิมยองอิล เดินทางมาเยือนประเทศดังกล่าว ย่อมเป็นการสั่งการจากประธานาธิบดีคิมจองอิลแน่นอน ซึ่งอาจเป็นการตอบแทนที่ประธานพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม นาย นงดึ๊กมานห์ ไปเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2550 และได้เชิญผู้นำเกาหลีเหนือมาเยือนเวียดนามด้วย

การที่ผู้นำเกาหลีเหนือเยือนเวียดนามก่อน แสดงว่าเกาหลีเหนือให้ความสำคัญต่อเวียดนามมากที่สุด อาจเป็นเพราะว่า ด้านการเมือง ประเทศทั้งสองเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เหมือนกัน แต่ในทางเศรษฐกิจ เวียดนามใช้เศรษฐกิจการตลาดหรือนำระบบทุนนิยมมาใช้ ในขณะที่เกาหลีเหนือยังใช้ระบบเศรษฐกิจรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง หรือระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ นักวิเคราะห์บางคนมองว่า ผู้นำเกาหลีเหนือคงประทับใจการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามมาก ขณะเดียวกัน การเมืองก็มีความมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกาหลีเหนือต้องการ นายกรัฐมนตรีคิมยองอิลซึ่งรับผิดชอบด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือคงต้องการศึกษาบทเรียนและประสบการณ์จากการปฏิรูปเศรษฐกิจของเวียดนามที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลางเป็นเศรษฐกิจการตลาดที่กระจายไปให้เอกชนเข้ามารับผิดชอบมากขึ้น ผู้นำเกาหลีเหนืออาจมองว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามสามารถนำมาใช้เป็นต้นแบบที่เกาหลีเหนือน่าจะทำตามอย่างได้ เพราะขณะที่เวียดนามมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน่าพอใจ เวียดนามก็มีเสถียรภาพทางการเมืองด้วย

เวียดนามและเกาหลีเหนือเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่หลงเหลืออยู่ไม่กี่ประเทศ แต่เวียดนามประสบความสำเร็จในการทำให้ลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองอยู่กับทุนนิยมทางเศรษฐกิจได้ด้วยดี (โดยมีจีนเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดที่เวียดนามก็ดูเป็นแบบอย่าง

เวียดนามมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 6-8 ติดต่อกันหลายปี สำหรับปี 2551 เวียดนามตั้งเป้าหมายสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ร้อยละ 9 เวียดนามตั้งเป้าไว้ว่า จะนำประเทศให้พ้นจากบัญชีรายชื่อประเทศที่ยากจนและกลายมาเป็นประเทศที่มีรายได้ขนาดกลางภายในปี 2551

สองฝ่ายได้ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการเกษตร กีฬา การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เป็นที่น่าสังเกต เกาหลีเหนือให้ความสนใจต่อการพัฒนาภาคเกษตรของเวียดนามที่เกาหลีเหนืออาจนำไปใช้ปรับกับการกษตรในประเทศตน เพราะภาคเกษตรของเกาหลีเหนือมีความสำคัญต่อประเทศชาติไม่น้อย นอกจากเยี่ยมชมท่าเรือในฮานอย เหมืองถ่านหินในจังหวัดกวางนินห์แล้ว คณะของนายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือยังเดินทางไปยังโฮจิมินห์ซิตี้ หรือ ไซ่ง่อนเก่า ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านการอุตสาหกรรมของประเทศ และเป็นศูนย์กลางการส่งออกของเวียดนาม

มีการวิเคราะห์กันว่า การเยือนเวียดนามของนายกรัฐมนตรีคิมยองอิลระหว่าง 26 – 30 ตุลาคม 2550 ครั้งนี้ เป็นการ “ปูทาง” สำหรับการเยือนเวียดนามของประธานาธิบดีคิมจองอิลในโอกาสต่อไป แต่ปัญหามีอยู่ว่า คิมจองอิลกลัวความสูง ดังนั้น เราจึงไม่เห็นคิมจองอิลเดินทางโดยเครื่องบินเลย เวลาไปเยือนรัสเซียหรือจีนก็ใช้เดินทางโดยรถไฟ แต่ในกรณีของเวียดนามนั้น หากเขาต้องการมาฮานอยโดยรถไฟผ่านจีน ต้องใช้เวลาเดินทางเที่ยวละ 3 วันเต็ม หรือมิฉนั้นก็ต้องเดินทางทางเรือ

การเดินทางเยือน 4 ประเทศในอาเซียนครั้งนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือเลือกเยือนเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่พัฒนาประเทศก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วด้วยระบบเศรษฐกิจแบบการตลาด ซ้ำยังมีเสถียรภาพทางการเมือง เช่นเดียวกับที่เลือกเยือนมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่มีการพัฒนาเศรษฐกิจก้าวหน้าและการเมืองมีเสถียรภาพ แสดงให้เห็นว่า เกาหลีเหนือความสำคัญของเสถียรภาพทางการเมืองควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่วนลาวกับกัมพูชานั้นน่าจะเรื่องของการเชื่อมสัมพันธไมตรีเป็นสำคัญ โดยเฉพาะกัมพูชาซึ่งเจ้านโรดมสีหนุไปพำนักรักษาตัวอยู่ที่เกาหลีเหนือเป็นเวลาหลายสิบปี ผู้นำเกาหลีเหนือสนิทกับเจ้าสีหนุมาก

การที่ผู้นำเกาหลีเหนือได้ออกมาเปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอก และแสวงหาแบบอย่างที่เหมาะสมกับตนในการพัฒนาประเทศ น่าจะทำให้สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีผ่อนคลายลงบ้าง เราเชื่อว่า ประเทศต่าง ๆ ก็พร้อมจะช่วยเหลือเกาหลีเหนือในการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประชาชนเกาหลีเหนือมีการกินดีอยู่ดีและลดท่าทีคุกคามกับประเทศเพื่อนบ้านลงบ้าง แม้เพียงแค่แง้ม ๆ ประตูหน้าต่างมองคนอื่นบ้างว่าเพื่อนบ้านมีความเป็นอยู่อย่างไร ก็ยังดีกว่าปิดประตูหน้าต่างไม่มองคนอื่นเลย การเยือนครั้งนี้จึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี