|
|
|
ฆาตกรต้องถูกลงโทษให้สาสม |
|
|
|
เรื่องนี้ ต้องขอชมเจ้าหน้าที่และศาลยุติธรรมของเสปน ที่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อการร้ายที่ระเบิดรถไฟเมื่อปี 2547 ที่ทำให้ผู้โดยสาร 191 เสียชีวิตและบาดเจ็บอีก 1,800 คน แม้จะใช้เวลาถึง 3 ปีแต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถแกะรอย สืบสวน สอบสวนจนเอาคนผิดมาขึ้นศาลได้ และศาลใช้เวลา สืบพยานกว่าร้อยคน 5 เดือน และใช้เวลาพิจารณาอีก 4 เดือนก็ตัดสินคดีนี้ได้ แม้ผลการตัดสินจะดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดไปบ้างที่ผู้ต้องหาบางคนโดนจำคุกนับหมื่นปี และบางคนติดคุกรวมกันแล้วเป็นแสนปี ซึ่งกินเนสบุ๊คน่าจะบันทึกไว้ในสถิติโลก และริปลี่ย์น่าจะบันทึกไว้ในหนังสือ เชื่อหรือไม่
ย้อนกลับไปเมื่อ 11 มีนาคม 2547 มือระเบิดพลีชีพอย่างน้อย 10 คน ใช้ระเบิดใส่ไว้ที่เป้สะพายหลัง แยกย้ายกันขึ้นรถไฟรวม 4 ขบวนที่กรุงแมดริด ประเทศสเปน ซึ่งมีผู้โดยสารเต็มเพราะเป็นช่วงเวลาที่คนรีบเร่งไปทำงาน ผลก็คือ ผู้โดยสารตาย 191 คน บาดเจ็บอีก 1,841 คน จากการสืบสวนสอบสวนเป็นเวลา 3 ปี เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคนร้ายนำมาฟ้องร้องในข้อหาฆ่าคนตายและพยายามฆ่าคนตายต่อศาลได้ 28 คนโดยมีผู้หญิงรวมอยู่ด้วย 1 คน ในจำนวนนี้ 19 คนเป็นอาหรับมอร็อคโค และอีก 9 คนเป็นชาวสเปน ก่อนหน้านี้ มีผู้ก่อการร้าย 7 คนยอมระเบิดตัวตายเมื่อเจ้าหน้าที่จู่โจมเข้าจับกุมเมื่อเมษายน 2547
อัยการเชื่อว่า การระเบิดรถไฟเป็นการวางแผนของกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง ที่ต้องการตอบโต้รัฐบาลสเปนที่ส่งทหารไปร่วมรบกับอเมริกาในอิรัก แม้คนสเปนบางคนสงสัยว่า ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบาสก์น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่อัยการตัดประเด็นเพราะหลักฐานโยงไปไม่ถึง
ในจำนวนผู้ต้องหา 28 คนที่ส่งฟ้องศาล ศาลตัดสินลงโทษ 21 คน ในความรุนแรงที่แตกต่างกัน และปล่อยตัวไป 7 คน ผู้ก่อการร้าย 3 คน ถูกตัดสินใจคุกคนละ 43,000 ปี เนื่องจากในเสปนไม่มีการตัดสินประหารชีวิต แต่จะตัดสินจำคุกแทน โดยมีหลักการพิจารณาว่าถ้าใครฆ่าคนตาย 1 คน จะต้องถูกจำคุกในจำนวนปีที่กำหนด ถ้าคนตาย 191 คนก็เอา 191 คูณเข้าไป ถ้าทำให้คนบาดเจ็บอีก 1,841 คน ก็เอา 1,841 คูนเข้าไปอีก ทำให้ผู้ก่อการร้าย 3 คนดังกล่าวถูกจำคุกคนละ 43,000 ปี แต่ก็เป็นเพียงสัญญลักษณ์เท่านั้น เพราะกฎหมายสเปนกำหนดให้จำคุกคนได้สูงสุดไม่เกิน 40 ปี อย่างไรก็ดี กฎหมายกำหนดไว้ด้วยว่า ผู้กระทำผิดต้องชดใช้เงินค่าเสียหายแก่ครอบครัวของเหยื่อด้วย ทำให้ผู้ก่อการร้ายชาติอื่นคงไม่กล้าไปกระทำความผิดในสเปน
เรียกว่าติดคุกตลอดชีวิตแล้วยังหมดตัวอีกต่างหาก ระหว่างที่อยู่ในคุก อาจโดนนักโทษอุกฉกรรจ์อื่น ๆ หาทางเล่นงานเอาด้วย เนื่องจากการฆ่าเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องราวด้วย นักโทษอุกฉกรรจ์ไม่ชอบเพราะถือว่าไม่ใช่เป็นการกระทำของลูกผู้ชาย
เบื้องหลังจากการที่ตำรวจสามารถกวาดจับแก๊งค์วางระเบิดรถไฟได้ทั้งแก๊งค์ เพราะผู้ก่อการร้ายบางคนไปคุยโม้กับเพื่อนถึงผลงานของตน ทำให้ตำรวจค่อยสืบเสาะจนได้ครบทั้งแก๊งค์ ถ้าสมาชิกคนอื่นรู้ว่าที่ตนถูกตำรวจแกะรอยมาถึงตัวเองได้เป็นเพราะสมาชิกบางคนชอบ คุยโว ก็คงแทบคลั่งทีเดียว
ถามว่าการตัดสินของศาลยุติธรรมสเปนข้างต้นนั้น คนสเปนพอใจไหม? ตอบว่าคนสเปนส่วนใหญ่พอใจ แต่ก็มีญาติพี่น้องของเหยื่อบางคนที่ไม่พอใจเพราะเห็นว่าศาลลงโทษเบาไปไม่สาสมกับความผิดที่ผู้ก่อการร้ายฆ่าเหยื่อผู้บริสุทธิ์ตายไปถึง 191 คนและบาดเจ็บอีก 1,841 คน
เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ให้บทเรียนแก่เราหลายประการ อาทิ
ประการแรก ประเทศ ทั้งที่ไม่ใช่เป็นประเทศมุสลิมและประเทศมุสลิมจำนวนไม่น้อยยังเผชิญกับปัญหาการก่อการร้ายจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงต่อไป โดยมีประเทศสหรัฐและพันธมิตรเป็นเป้าหมายสำคัญ
ประการที่สอง การก่อการร้ายในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะทำโดยกลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศหรือไม่ ต้องมีพวกหัวรุนแรงที่เป็นคนท้องถิ่นเข้าร่วมด้วยเสมอ บางทีก็ทำโดยผู้ก่อการร้ายท้องถิ่นที่ได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี เช่นในกรณีของอังกฤษ เป็นต้น คำว่า Home-grown terrorists เริ่มใช้กันทั่วไป
ประการที่สาม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเป็นมาตรการหนึ่งในการต่อต้านการก่อการร้าย ประเทศใดที่มีตำรวจและศาลยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ ย่อมป้องปรามการก่อการร้ายได้ในระดับหนึ่ง
ประการที่สี่ พาหนะที่เป็นขนส่งมวลชนเป็นเป้าหมายของการโจมตีเพราะมีคนใช้บริการจำนวนมาก ที่สำคัญคือง่ายต่อการเข้าถึงเพราะมาตรการ รปภ.ไม่เข้มงวด ไม่เหมือนกับการจี้หรือวางระเบิดเครื่องบินที่ยากจะเข้าถึง ดังนั้น ระยะหลัง เราจึงไม่ค่อยเห็นการจี้หรือวางระเบิดเครื่องบิน แต่ผู้ก่อการร้ายหันมาวางระเบิดรถไฟใต้ดิน หรือรถไฟ หรือรถเมล์แทน รวมทั้งการวางระเบิดแหล่งชุมชนต่าง ๆ
ถามว่า การวางระเบิดจนทำให้คนสเปนเสียชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุดเป็นประวัติการณ์นั้น มีผลดีอะไรบ้างหรือไม่ คนสเปนบอกว่า อย่างน้อยก็มีผลดีประการหนึ่งเพราะนักการเมืองสเปนทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านหันมาปรองดองกันมากขึ้น แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม แต่หลายคนบอกว่า การที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่าพันคน แลกกับการที่นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายหันหน้ามาหากันชั่วคราวนั้นไม่คุ้ม แต่ถ้าผู้ก่อการร้ายวางระเบิดฆ่านักการเมืองทั้งหมด น่าจะคุ้มมากกว่า
การก่อการร้ายเป็นมากกว่าอาชญากรรมธรรมดา เพราะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ ดังนั้น เจ้าหน้าที่และประชาชน เช่นเดียวกับประเทศต่าง ๆ ต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด
ผลงานของตำรวจและศาลสเปน ทำให้นึกถึงการวางระเบิดรับปีใหม่ 2550 ใน กทม. และการวางระเบิดที่ตู้โทรศัพท์หน้าโรงภาพยนต์เมเจอร์ซินีเพล็กซ์ ตู้โทรศัพท์ปากซอยราชวิถี 26 หรือที่ตู้โทรศัพท์หน้า บก.ทบ. ซึ่งจนถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ยังหาตัวมือระเบิดไม่เจอ และยังไม่แน่ใจว่าจะหามือระเบิดเจอหรือไม่ หรือคนไทยต้องรอไปให้ครบ 3 ปีแบบเสปน มีคำพูดเล่น ๆ ว่า ในเมืองไทยนั้น ถ้าเป็นคดีระเบิดอาชญากรรม เจ้าหน้าที่สามารถจับมือระเบิดได้เร็ว แต่ถ้าเป็นระเบิดการเมือง คนไทยลืมไปได้เลย
|
|
|
|