วิเคราะห์ข่าว
จุดแข็งของพม่า - การส่งออก

ผมเคยเขียนว่า จุดแข็งของพม่าคือทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มากมายและเป็นที่ต้องการของประเทศต่าง ๆ ทำให้ท่านผู้อ่านบางท่านอยากให้อธิบายให้ละเอียดกว่านี้ว่า ทรัพยากรธรรมชาติที่พม่าส่งออกเอาเงินเข้าประเทศนั้นมีอะไรบ้าง รายได้ที่ได้มามีเพียงพอที่จะสู้กับการแซงชั่นของสหรัฐหรือไม่ วันนี้จึงขอเขียนถึงเรื่องทรัพยากรธรรมชาติของพม่าซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งของประเทศ

น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้พม่าสามารถยืนหยัดสู้กับการกดดันจากต่างประเทศได้ รายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีมูลค่าถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2548 หรือคิดเป็นร้อยละ 30.2 ของรายได้จากการส่งออกทั้งหมดในปี 2549 ไทยยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุดสำหรับการส่งออกก๊าซธรรมชาติจากพม่า จนกล่าวกันว่า รายได้หลักของพม่ามาจากการขายก๊าซธรรมชาติให้กับ ปตท.ของไทยนั่นเอง นอกจากนั้น ปตท.สผ. ยังสนใจลงทุนด้านการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในทะเลอันดามันร่วมกับพม่า ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีการลงทุนโดยตรง (FDI) ในพม่ามากที่สุดในปี 2549 นอกจากไทยแล้ว ยังมีจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือแม้แต่ยุโรปก็สนใจการลงทุนด้านพลังงานในพม่า

ในขณะที่สหภาพยุโรปประกาศไม่นำเข้าสินค้าจากพม่า แต่ก็ยกเว้นก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่ยอมให้นำเข้าและไปลงทุนในพม่าได้ เข้าตำราไทยที่ว่า “เกลียดตัวกินไข่”

ไม้เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่งของพม่า ไม้เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศนี้ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในปี 2548 การส่งออกไม้และผลิตภัณท์จากไม้มาเป็นอันดับสองของประเทศ การส่งออกเพิ่มเกือบเป็นสองเท่า ทำให้พม่าเป็นประเทศที่ส่งออกไม้ท่อนเป็นอันดับ 4 ของโลกในปี 2549 แม้ว่าระยะหลัง อุตสาหกรรมไม้ในโลกมีแนวโน้มจะเน้นการส่งออกไม้แปรรูปมากกว่า แต่ในกรณีของพม่าก็ยังนิยมการส่งออกไม้ท่อนเช่นเดิม แต่ละปี รัฐบาลจะได้ภาษีจากการส่งออกไม้จำนวนไม่น้อยเพราะไม้พม่าเป็นไม้ที่มีราคาดี เช่น ไม้สัก เป็นต้น

จีนและอินเดียเป็นประเทศที่นำเข้าไม้รายใหญ่ที่สุดของโลก สองประเทศยักษ์ใหญ่ซึ่งมีความต้องการใช้ไม้จำนวนมากกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่สุดของพม่า ไทยเป็นลูกค้าสำคัญที่สุดอันดับสามของพม่า แต่เป็นประเทศนำเข้าไม้ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก และเป็นผู้แปรรูปไม้สำคัญ นักวิเคราะห์ชาติตะวันตกแซวประเทศไทยว่า ไทยประกาศปิดป่าโดยไม่ยอมให้ใครเข้าไปตัดไม้นานแล้ว แต่ปรากฎว่า ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตไม้แปรรูปใหญ่ที่สุด และอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ด้วยไม้ของไทยใหญ่ที่สุดเช่นกัน คำถามคือ ไทยเอาไม้มาจากไหน นักวิเคราะห์สรุปว่า ไม้ที่ไทยนำมาแปรรูปและทำเฟอร์นิเจอร์เอามาจากพม่าและกัมพูชาเป็นสำคัญ อีกส่วนหนึ่งเป็นการลักลอบตัดในประเทศ

แม้พม่ามีกฎหมายอนุญาตให้บริษัทในและนอกประเทศตัดไม้ได้ตามที่ตกลงกัน แต่ในความเป็นจริง มีการลักลอบตัดไม้นอกเหนือจากที่ตกลงกันไม่น้อย ทำให้ป่าไม้พม่าลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ราคาไม้สักสูงสุดทำสถิติ รัฐบาลได้ให้เอกชนเช่าที่ดินปลูกป่าเป็นเวลา 30 ปี

สินค้าส่งออกเป็นอันดับสามของพม่า คือ ผลิตภัณท์ด้านการเกษตร อาทิ ข้าว ยางพารา ถั่ว ฯลฯ ซึ่งพม่าส่งออกทำเงินเข้าประเทศจำนวนไม่น้อย อย่าลืมว่า ครั้งหนึ่งพม่าเคยส่งออกข้าวได้มากที่สุดในโลก พม่าและจีนได้ทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีทั้งในรูปของทวิภาคีและในกรอบของอาเซียน โดยยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรหลายรายการ จะทำให้พม่าส่งออกได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี ดุลการค้าภาคเกษตรของพม่ายังติดลบอยู่

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าในพม่าได้รับผลกระทบอย่างยิ่งจากการแซงชั่นของสหรัฐในปี 2546 แต่ในปี 2548 การส่งออกเสื้อผ้าอยู่ในอันดับที่ 4 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของพม่า หรือประมาณร้อยละ 9 ทำให้แรงงานพม่าในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าทะยอยอพยพข้ามเขตมาทำงานในโรงงานผลิตเสื้อผ้าในไทย และส่งออกในนาม “เมด อิน ไทยแลนด์”

ขณะนี้ พม่าส่งออกสินค้าอาหารทะเลแซงหน้าการส่งออกเสื้อผ้าไปแล้ว พม่าได้ตั้งฟาร์มเลี้ยงปลาและกุ้งตามชายฝั่งทะเลมีพื้นที่ประมาณ 162,000 เฮคตาร์ และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นทุกที มีข่าวว่า ส่วนหนึ่งได้รับการช่วยเหลือจากบริษัท ซี.พี.ของไทย ตลาดกุ้งของพม่า คือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา ยุโรป จีนและไทย ในปี 2547 อาหารทะเลที่ส่งไปยังจีนได้รับการยกเว้นภาษี เพราะจีนต้องการอาหารทะเลเพิ่มขึ้น สำหรับปลานั้น ส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปยังจีนและไทย กล่าวกันว่า อุตสาหกรรมอาหารทะเลทั้งกุ้งและปลาได้รับการสนับสนุนหรือมีการลงทุนร่วมกับไทย เพราะไทยเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลาเก่ง ไทยจับปลาจับกุ้งเก่ง แต่คนพม่าจับไม่เก่งแต่มีปลาและกุ้งในทะเลของตนมากมาย จึงทำข้อตกลงเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

สินค้าส่งออกอีกประเภทหนึ่งของพม่าที่ขึ้นชื่อไปทั่วโลก คือ แร่และอัญญมณี รัฐบาลพม่าเก็บภาษีได้จากการทำเหมืองแร่ทองแดงโดยบริษัทจากแคนาดา แต่ปัจจุบันได้โอนให้ประเทศที่สามไปแล้ว คือ บริษัทของญี่ปุ่นและมองโกเลีย เหมืองหยก เหมืองพลอย ฯลฯ อุตสาหกรรมนี้คิดเป็นร้อยละ 5.4 ของประเทศ พม่ามีชื่อเรื่องพลอย แต่ละปี รัฐบาลจะจัดให้มีการประมูลพลอยและอัญมณี ซึ่งทำรายได้ปีละกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สหรัฐและสหภาพยุโรป รวมทั้งประเทศตะวันตก มองมาที่เมืองไทยว่าเป็นประเทศที่มีการค้าขายกับพม่ามากที่สุด โดยเฉพาะการค้าชายแดน นักวิเคราะห์ชาวตะวันตกบอกว่า ไทยมีส่วนในการช่วยเหลือพม่าให้พึ่งตนเองได้ เพราะไทยนำเข้าทั้งน้ำมัน ไม้ อาหารทะเล แร่และอัญมณี จากพม่า ทำให้พม่ามีรายได้จากการส่งออกมายังไทยจำนวนไม่น้อย ชาติตะวันตกมองว่า ถ้าไทยช่วยกันแซงชั่นพม่าโดยไม่ติดต่อซื้อขายด้วย พม่าก็คงอยู่ไม่ได้ รู้กันอยู่แล้วว่า ประเทศที่น่าจะมีอิทธิพลเหนือพม่า คือ จีน และ อินเดีย แต่ที่ชาติตะวันตกพูดเช่นนี้เพราะไปบีบจีนกับอินเดียไม่ได้ เลยหันมาบีบไทยแทน ทั้งที่รู้ว่ายากที่ไทยจะทำเช่นนั้นได้ เพราะนี่คือผลประโยชน์ของไทยเช่นกัน