วิเคราะห์ข่าว
‘ราษฎรอาวุโส’ ยึดครองสังคมญี่ปุ่น
โครงสร้างประชากรของญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงไปมาก คนญี่ปุ่นมีอายุยืนขึ้น ไม่เพียงแต่ผู้หญิงญี่ปุ่นที่ “แก่ง่าย ตายยาก” เหมือนผู้หญิงไทยเท่านั้น ผู้ชายญี่ปุ่นเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยยอมตายง่ายๆเหมือนกัน ในปี 2549 คนญี่ปุ่นมีอายุเฉลี่ย 82 ปี ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีคนอายุยืนมากที่สุดในโลก ประชากรอายุเกิน 65 ปีมีกว่าร้อยละ 20 ของจำนวน 127 ล้านคน และคนแก่จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 ในปี 2593 ไม่เพียงแต่คนในตัวเมืองเท่านั้นที่มีอายุยืนขึ้นเพราะมีการรักษาพยาบาลที่ดี ฯลฯ แต่คนชนบทก็มีอายุยืนขึ้นเช่นกัน บางอำเภอ บางหมู่บ้าน มีคนแก่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ปัจจุบันอาหารเสริมมีบทบาทมากขึ้นทุกทีและทำรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะคนสนใจอาหารเสริมที่คิดว่าจะทำให้สุขภาพดีขึ้นและอายุยืนขึ้น
นี่เป็นปัญหาเผชิญหน้าของรัฐบาลญี่ปุ่นว่าจะดูแลคนแก่เหล่านี้อย่างไรดี เพราะคนพวกนี้ช่วยสร้างชาติญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกเป็นต้นมา จนญี่ปุ่นผงาดอยู่แถวหน้าของโลกในขณะนี้ ดังนั้น รัฐบาลไม่อาจมองข้ามบทบาทความสำคัญของคนแก่พวกนี้ไปได้ เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาได้พักผ่อนและมอบภาระให้คนรุ่นใหม่รับต่อแทน รัฐบาลก็ต้องดูแลคนเหล่านี้ให้ได้รับความสุขมากพอสมควรเพื่อตอบแทนต่อสิ่งที่เขาได้อุทิศให้กับชาติ
ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวญี่ปุ่นเล็กลงมาก เมื่อ 30 ปีที่แล้วผู้หญิงคนหนึ่งจะมีลูก 2.1 คน แต่ปี 2548 ผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่งมีลูกเพียง 1.26 คนเท่านั้น นั่นเป็นสถิติโดยเฉลี่ย เพราะฉะนั้นพวกหัวหมอคงไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันว่า ผู้หญิงคนหนึ่งมีลูก .1 หรือ .26 คน ซึ่งไม่ถึง 1 คนได้อย่างไร ในอีก 40 ปีข้างหน้า หรือปี 2593 คนญี่ปุ่นจะมีจำนวนลดลงจากปัจจุบันประมาณร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบจากจำนวนคนเกิดและคนตายในปัจจุบัน
ผู้หญิงญี่ปุ่นแต่งงานช้าลง เพราะต้องทำงานหาเงินแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เพื่อสร้างอนาคตให้กับตนเอง จึงยังไม่ต้องการมีภาระในการมีคู่ครอง บางคนแต่งงานแล้วก็พยายามมีลูกคนแรกช้าลง และจำกัดการมีลูกเพียง 1-2 คนเท่านั้น เพราะคนญี่ปุ่นเริ่มตระหนักว่า การมีลูกหนึ่งคนเท่ากับจนไป 7 ปี การมีลูกคนหนึ่งในญี่ปุ่นแพงมาก อีกทั้งหลายบริษัทไม่มีนโยบายให้ผู้หญิงลาคลอดลูก ถ้าคลอดลูกก็อาจตกงานทันที คนหนุ่มสาวญี่ปุ่นจึงกิน ดื่ม เที่ยว อย่างสนุกสนานมากกว่าจะหาพันธะให้กับตนเอง
ภาพจำนวนประชากรของประเทศต่างๆมักจะเป็นภาพพีระมิด คือฐานใหญ่ ส่วนบนเล็ก แต่ภาพกราฟิคที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากรของญี่ปุ่นในปี 2593 กลายเป็นพีระมิดกลับหัว เพราะฐานเล็กเนื่องจากคนเกิดน้อยลง แต่ส่วนบนใหญ่เพราะคนแก่มีจำนวนมากขึ้น คนญี่ปุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี คิดเป็นร้อยละ 8.6 ของประชากรทั้งหมด กำลังแรงงานอายุ 15-65 ปี คิดเป็นร้อยละ 51.8 ส่วนคนแก่อายุ 65 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 39.6
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของญี่ปุ่นก่อให้เกิดการท้าทายต่อประเทศในหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการประกันสังคม ที่เห็นได้ชัดประการแรก คือ การที่เด็กเกิดน้อยลงจะทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในอนาคต ในปี 2543 กำลังแรงงานของประเทศซึ่งมีอายุ 15-65 ปี มีจำนวน 2 ใน 3 ของประชากรทั่วประเทศ แต่ในปี 2593 ตัวเลขนี้จะลดลงประมาณร้อยละ 50 ยกเว้นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะเปลี่ยนนโยบายชนิดกลับหลังหัน ทำให้คนญี่ปุ่นมีลูกเพิ่มขึ้น โดยมีสิ่งจูงใจเช่น ใครมีลูกเพิ่มขึ้นจะได้รับสวัสดิการเพิ่มขึ้น เป็นต้น ไม่เช่นนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องยอมรับแรงงานจากต่างชาติเข้ามาทำงานมากขึ้น
เมื่อมีคนทำงานจำนวนน้อยลง คนที่จะเสียภาษีให้รัฐก็ลดลง รัฐจะมีรายได้น้อยลง ในขณะที่รัฐบาลจะต้องจัดงบประมาณเพื่อบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการของคนแก่เพิ่มขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นให้การเอาใจใส่กับคนแก่ที่เพิ่มขึ้นเพราะถือว่าคนเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการสร้างชาติ เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาพักผ่อน จึงเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องดูแลเพื่อเป็นการตอบแทน รัฐบาลยอมนำเข้าผู้ช่วยพยาบาลจากประเทศกำลังพัฒนาเพื่อมาดูแลคนแก่ญี่ปุ่นในประเทศมากขึ้น นอกจากนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นพยายามออกไปหาสถานที่ในบางประเทศที่มีสิ่งแวดล้อมเหมาะสมสำหรับการมีชีวิตอยู่ในบั้นปลายของคนแก่ญี่ปุ่น เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ โดยพร้อมจะจ่ายเงินช่วยเหลือประเทศเหล่านั้น ประเทศหนึ่งที่ญี่ปุ่นเห็นว่าเหมาะสมกับการอยู่อาศัยของคนแก่ญี่ปุ่นมากที่สุด คือ ประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดภาคเหนือซึ่งมีภูมิประเทศและอากาศไม่ร้อนเกินไป เนื่องจากค่าครองชีพในไทยถูกมาก คนแก่ญี่ปุ่นสามารถใช้เบี้ยหวัดบำนาญและเงินประกันสังคมได้อย่างสบาย และสามารถหาคนท้องถิ่นมาดูแลตนได้ ที่สำคัญคือ คนไทยมีอัธยาศัยไมตรีดียิ่ง มีความเมตตากรุณาต่อคนต่างถิ่น
ไม่เพียงญี่ปุ่นเท่านั้นที่ภาพรวมของประชากรเปลี่ยนไป คนเกิดน้อยลง คนอายุยืนขึ้น จำนวนคนแก่เพิ่มขึ้น ในเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ก็เช่นกัน รัฐบาลเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ จำเป็นต้องรับแรงงานต่างชาติเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมบางประเภทที่ขาดแคลนแรงงาน ในกรณีสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านไทยนั้นใช้นโยบายมีสิ่งล่อใจมากระตุ้นคนสิงคโปร์เมื่อต้องการลดจำนวนประชากร ครอบครัวใดที่มีลูกเกิน 1 คนจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐน้อยลงทุกที หรือไม่ได้เลย ในกรณีที่รัฐมีนโยบายเพิ่มจำนวนประชากรก็จะให้เงินสนับสนุนแก่ครอบครัวที่มีลูกคนที่ 2-3-4 มากขึ้น รวมทั้งการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่ควบคุมได้
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาที่คนมีอายุยืนขึ้นเช่นกัน ที่เห็นชัดคือ ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำของ กทม. เราจะเห็นคนแก่ หรือ “ราษฎรอาวุโส” จำนวนเพิ่มขึ้นไปเดินเล่นหรือช็อปปิ้งตามสถานที่ดังกล่าว ไทยกำลังเข้าสู่สภาวะคนแก่ตายยากเหมือนกัน อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับคนแก่น้อยเกินไป โดยลืมไปว่าคนแก่เหล่านี้มีส่วนในการสร้างชาติและรักษาประเทศชาติไว้ให้กับคนรุ่นหลัง แต่จะดูว่าเป็นภาระของประเทศไป
นี่คือวิธีคิดของผู้นำประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งต่างกับวิธีคิดของผู้นำประเทศที่พัฒนาแล้ว (อังคาร 27 พ.ย. 50)