|
|
|
ออสเตรเลียในภาพลักษณ์ใหม่ |
|
|
|
ในสัปดาห์หน้านายเควิน รัดด์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของออสเตรเลีย ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งมาเมื่อเสาร์ที่แล้ว คงจะฟอร์มรัฐบาลของตนและประกาศนโยบายและทิศทางที่ออสเตรเลียภายใต้การนำของเขาจะเดินไป ที่เห็นได้ชัดคือนโยบายต่างประเทศคงมีการเปลี่ยนแปลงในหลายประการตามที่ได้สัญญากับประชาชนไว้ในช่วงหาเสียง
มีการวิเคราะห์กันว่าออสเตรเลียภายใต้การนำของนายรัดด์คงจะใกล้ชิดกับจีนมากขึ้นกว่ารัฐบาลนายจอห์น เฮาวาร์ด เนื่องจากนายรัดด์เป็นนักการทูตซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านจีนศึกษาและสามารถพูดภาษาจีนกลางได้เป็นอย่างดี ออสเตรเลียสมัยที่อดีตหัวหน้าพรรคแรงงานขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี อาทิ นายกัฟ วิตแลม นายบ็อบ ฮอค และนายพอล คีทติ้ง มีนโยบายเน้นความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียเป็นหลัก เพิ่งจะมีนายเฮาวาร์ดอดีตนายกรัฐมนตรีต่างพรรคนี่แหละที่ทำตัวเป็นลูกสมุนสหรัฐแบบออกหน้าออกตา และทำตัวห่างไกลจากเอเชีย โดยเฉพาะการรับใช้นโยบายสหรัฐในยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านแปซิฟิกที่ต้องการปิดล้อมจีน และใช้ออสเตรเลียเป็นฐานสนับสนุนทางทหารแก่สหรัฐกรณีที่ไต้หวันมีปัญหากับจีนแผ่นดินใหญ่ นายเฮาวาร์ดถูกมองว่าทำตัวเป็น ผู้ช่วยนายอำเภอ ที่แต่งตั้งโดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เพื่อดูแลผลประโยชน์ของสหรัฐในเอเชีย
ในสาส์นที่ประธานาธิบดีบุชส่งไปแสดงความยินดีกับนายรัดด์ โดยแสดงความหวังว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี เป็นคำพูดแบบการทูตทั่วไป แต่จริงๆแล้วบุชคงไม่สบายใจนักที่ท่าทีของนายรัดด์หลายประการดูเหมือนจะห่างเหินสหรัฐมากขึ้น เช่น การประกาศจะลงนามใน พิธีสารเกียวโต แก้ปัญหาโลกร้อน และนายรัดด์ประกาศว่าจะไปร่วมประชุมปัญหาโลกร้อนที่บาหลี ในขณะที่สหรัฐยังดึงดันไม่ยอมลงนามในพิธีสารดังกล่าว และการถอนทหารออสเตรเลีย 500 นายออกจากอิรักทั้งที่สหรัฐร้องขอให้ออสเตรเลียคงกำลังไว้ในอิรักต่อไป
หากนายรัดด์มีนโยบายหันมาใกล้ชิดกับจีนมากขึ้นกว่ารัฐบาลชุดก่อน ไม่ใช่เป็นเพราะเขาพูดภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว แต่เพราะเขาตระหนักดีว่าการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้เปลี่ยนไปแล้ว เป็นการเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์โดยจีนผงาดขึ้นมาในทุกด้าน
ออสเตรเลียและจีนมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการค้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของออสเตรเลียดีขึ้นในรัฐบาลนายเฮาวาร์ด การค้าระหว่างออสเตรเลียกับจีนขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2539 โดยมีมูลค่าสูงถึง 22,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2525 สินค้าส่งออกไปจีนคิดเป็นร้อยละ 12.3 ของมูลค่าสินค้าส่งออกทั้งหมด หรือเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น ในขณะที่ออสเตรเลียนำเข้าจากจีนมากที่สุดร้อยละ 14.4 มากกว่าสหรัฐ และญี่ปุ่น ออสเตรเลียส่งออกสินแร่และพลังงาน สินค้าเกษตร เสื้อผ้าและผ้าผืน รองเท้า นอกจากนี้ออสเตรเลียยังไปลงทุนในจีนในหลายสาขา และทั้งสองประเทศมีความร่วมมือกันด้านความปลอดภัยของอาหาร สาธารณะสุข ศุลกากร ทรัพย์สินทางปัญญา และการศึกษาอีกด้วย
นายรัดด์น่าจะมองออกว่าจีนในคริสต์ศตวรรษที่ 21 มีบทบาททั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก จีนเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลก และยังเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคงและความมั่งคั่งของภูมิภาคและของโลก จีนแสดงความรับผิดชอบในความร่วมมือแก้ปัญหาภัยคุกคาม เช่น การก่อการร้าย การแพร่กระจายอาวุธที่มีอำนาจทำลายร้ายแรง ฯลฯ เพราะฉะนั้นออสเตรเลียคงปฏิเสธบทบาทของจีนต่อภูมิภาคและต่อโลกไม่ได้
หากนายรัดด์ปรับนโยบายใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าออสเตรเลียจะทิ้งสหรัฐไปหาจีน เพราะออสเตรเลียกับสหรัฐยังมีผลประโยชน์ของชาติสอดคล้องกันหลายประการ สังเกตได้จากการที่นายรัดด์กล่าวว่าการเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงกับสหรัฐเป็นหมุดหลักในนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลีย ขณะเดียวกันรัฐบาลสหรัฐก็ต้องปรับท่าทีกับออสเตรเลียเสียใหม่
นายรัดด์ประกาศที่จะไปเยือนอินโดนีเซียเป็นประเทศแรกหลังจากเข้ารับตำแหน่ง เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีอาณาเขตทางน้ำติดต่อกับออสเตรเลีย และมีความผูกพันทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศขึ้นๆลงๆอยู่ตลอดเวลา นายรัดด์มีแผนจะไปเยือนสหรัฐในต้นปี 2551 คำถามคือเขาจะไปเยือนจีนเมื่อไร
นักวิเคราะห์ในเอเชียหลายคนหวังว่า นโยบายของรัดด์คงจะใกล้ชิดกับเอเชียมากขึ้น แต่ไม่ต้องถึงกับพยายามทำตัวเป็นเอเชียดังเช่นที่อดีตนายกรัฐมนตรีบางคนทำ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะแค่สีผิวและเผ่าพันธุ์ก็แตกต่างกันแล้ว เพียงแต่ขอให้เข้าใจคนเอเชียมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากออสเตรเลียหนีจีน ญี่ปุ่น อาเซียน ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันไม่พ้น เพราะออสเตรเลียส่งออกสินค้าไปยังเอเชียเป็นจำนวนมาก และการจ้างงานในออสเตรเลียส่วนหนึ่งพึ่งพาตลาดเอเชีย
ต้องตามดูกันต่อไปว่านายรัดด์จะเป็นคนที่สร้าง ออสเตรเลียใหม่ ที่กลายมาเป็นเสาหลักหนึ่งของสถาปัตยกรรมด้านภูมิการเมืองในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่อย่างไร
อย่างไรก็ดี แม้รัดด์อาจมีสาวตายาวไกลแต่มีปัญหาที่อยู่ตรงหน้าของรัดด์ที่เขาอาจกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นั่นคือคนติมอร์ออกมาเรียกร้องให้ถอนทหารออสเตรเลียออกจากติมอร์โดยทันที อีกทั้งคนติมอร์ตะวันออกจำนวนไม่น้อยที่มองออสเตรเลียเป็นจักรวรรดินิยมสมัยใหม่ที่มาล่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของติมอร์ตะวันออกไปเป็นของตน
เรื่องนี้นายรัดด์จะทำอย่างไร? (พฤหัสฯ 29 พ.ย. 50)
|
|
|
|