วิเคราะห์ข่าว
ความสัมพันธ์ 'ไทย-พม่า' ในกระแสโลก
เมื่อปลายเดือน ม.ค. 2551 นายปิเยโร ฟสสิโน ชาวอิตาลี ทูตพิเศษแห่งสหภาพยุโรปว่าด้วยปัญหาพม่า มาเยือนไทยก่อนจะเดินทางต่อไปยังกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเกี่ยวกับความพยายามหาทางออกในปัญหาพม่า ก่อนหน้านี้ นายอิบราฮิม กัมบาลี ทูตพิเศษแห่งสหประชาชาติได้มาเยือนไทยก่อนจะไปพม่า และนายสกอต มาร์เซียล รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ ซึ่งเพิ่งไปเยือนฮานอย ก็เรียกร้องให้ประชาคมโลกเพิ่มแรงกดดันพม่า เป็นการร่วมมือกันแบบสามแรงแข็งขัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไทย เพราะทุกครั้งที่มาเมืองไทย คนเหล่านี้จะเรียกร้องให้ไทยช่วยกดดันพม่าอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งทำให้ไทยอึดอัดใจมากพอสมควร เพราะเรามองข้ามกระแสโลกต่อพม่าไม่ได้ ขณะเดียวกัน ไทยก็ต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับพม่าในฐานะประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด
ที่ผ่านมา สหรัฐและสหภาพยุโรปเป็นผู้นำในการกดดันรัฐบาลทหารพม่าให้ปฏิรูปประชาธิปไตยตามแบบฉบับของตน โดยใช้มาตรการทุกอย่างรวมทั้งการแซงก์ชันทางเศรษฐกิจ งดการลงทุนในพม่า งดการนำเข้าสินค้าจากพม่า (ยกเว้นด้านพลังงาน) ไม่ทำธุรกรรมด้านการเงินกับพม่า รวมทั้งใช้เอ็นจีโอกดดันพม่าอีกทางหนึ่ง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในพม่า ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม รัฐบาลทหารพม่าสามารถต้านแรงเสียดทานและแรงกดดันจากสหรัฐฯ และยุโรปตะวันตกได้ตลอดมา แม้สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปพยายามเรียกร้องให้จีนและอินเดียช่วยกดดันพม่าอีกแรงหนึ่ง แต่สองประเทศก็ไม่เล่นด้วย โดยเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องภายในของพม่า อาเซียนเองก็ไม่อยู่ในฐานะจะพูดกับพม่าได้เต็มปากเต็มคำ เพราะพม่าเป็นสมาชิกอาเซียนที่มีหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน
คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในพม่า ยกเว้นคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่มุมมองต่อพม่าแตกต่างกันไป เช่น กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มเอ็นจีโอ ต้องการให้มีการปฏิรูปการเมืองในพม่า ปล่อยตัวนางอองซานซูจี เป็นอิสระ และให้สามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างเสรี ให้มีการเลือกตั้ง รัฐบาลทหารถอยฉากออกไปหลังจากบริหารประเทศมาหลายทศวรรษแล้ว เพื่อให้ชาวพม่ามีสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเหมือนกับประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน
ฝ่ายทหารไทยมองว่าต้องรักษาความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลทหารพม่าไว้ โดยเห็นว่าทหารไทยเท่านั้นที่พูดกับผู้นำทหารพม่ารู้เรื่อง เพราะเป็นทหารด้วยกัน บางทีอาจต้องทำตามที่กองทัพพม่าร้องขอ เช่น การจับกุมแกนนำกลุ่มต่อต้านพม่าที่หลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ในไทย ซึ่งขัดกับความรู้สึกของนักประชาธิปไตยไทย และประชาคมโลก
ในขณะที่ผู้รับผิดชอบด้านพลังงานของไทย ต้องการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลทหารพม่าไว้ เพราะไทยยังพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากพม่า เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าต่อไปอย่างน้อยเป็นเวลา 20 ปี ซึ่งเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงด้านพลังงานตามความรับผิดชอบของตน ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงไม่ต้องการให้ใครไปทำให้รัฐบาลทหารพม่าขุ่นเคืองใจ
ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทย มองว่าไทยคงไม่สามารถทำตามความต้องการของสหรัฐฯ และชาติตะวันตกได้เต็มที่ เพราะไทยต้องคำนึงถึงความเป็นเพื่อนบ้านที่แยกจากกันไม่ออก การที่จะใช้นโยบายแข็งกร้าวตามที่ชาติตะวันตกต้องการเป็นสิ่งที่ไทยทำไม่ได้ ไทยต้องมีวิธีการแก้ปัญหาพม่าในวิธีการของตนเอง โดยพยายามหาความสมดุลระหว่างแรงกดดันจากประชาคมโลกกับความเป็นเพื่อนบ้านระหว่างไทยกับพม่า จะมองข้ามสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้
การที่จะใช้วิธีการเก่าๆ แบบฝรั่งที่มุ่งหน้ากดดันพม่าอย่างเดียว โดยที่พม่าสามารถต้านทานแรงกดดันดังกล่าวได้ตลอดมา ประชาคมโลกคงต้องทบทวนท่าทีใหม่ หากสหรัฐยังคนดึงดันในแนวทางเดิม ผลที่เกิดขึ้นก็คงเหมือนเดิม เช่น ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ขณะนี้สหภาพยุโรปได้เริ่มทบทวนและอาจปรับนโยบายของตนต่อพม่าเสียใหม่ โดยหันไปส่งเสริมประชาธิปไตยแทนที่จะเน้นการคว่ำบาตรพม่า เพราะการแซงก์ชันทางเศรษฐกิจไม่เกิดมรรคผลอย่างใด
กลุ่มรักเสรีภาพและประชาธิปไตยของไทยก็ต้องทบทวนท่าทีที่ผ่านมาเช่นกัน แต่ไม่เปลี่ยนแปลงในหลักการ คือ ต้องการเห็นพม่าเป็นประเทศประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ มีการกินดีอยู่ดีทัดเทียมเพื่อนบ้าน พม่ามีการเลือกตั้ง มีการปกครองโดยรัฐบาลพลเรือน แต่สิ่งที่กลุ่มประชาธิปไตยและเอ็นจีโอไทยได้เรียกร้องและเคลื่อนไหวมากว่า 15 ปีแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเราก็พูดเรื่องเดิมๆ มาตลอดเหมือนกับเล่นเทปซ้ำไปซ้ำมา จนเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ ดังนั้น เราน่าจะหาวิธีการแก้ไขปัญหากันใหม่ โดยศึกษาปัจจัยการเมืองในพม่าอย่างใกล้ชิด
กลุ่มพลังทางการเมืองในพม่าที่จะมีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต คือ
(1) กลุ่มทหารพม่า ซึ่งยึดครองอำนาจได้อย่างเด็ดขาด และเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในพม่า ไม่ว่าจะทางหนึ่งทางใด เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุดขณะนี้
(2) พรรคฝ่ายค้านพม่า ซึ่งถูกจำกัดบทบาทจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเสรี ผู้นำถูกคุมขังไว้ในบ้าน สิ่งที่ทำได้ คือ ใช้นางอองซานซูจี เป็นสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตยตะวันตก โดยหวังให้สหรัฐฯ ซึ่งประกาศว่าเป็นแชมเปี้ยนแห่งประชาธิปไตย และชาติตะวันตก ให้การสนับสนุนด้านขวัญกำลังใจต่อไป และเป็นพลังหนึ่งในการถ่วงดุลรัฐบาลทหารพม่า
(3) รัฐบาลพลัดถิ่นของ ดร.เส่งวิน ที่เคลื่อนไหวอยู่ในสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันแทบไม่มีบทบาทเป็นที่รู้จักแต่อย่างใด
(4) กลุ่มนักศึกษา ซึ่งถูกจำกัดบทบาทในประเทศ แกนนำส่วนใหญ่ที่เคยเคลื่อนไหวหลบหนีไปลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ
(5) กลุ่มพระสงฆ์ ซึ่งเป็นกลุ่มพลังทางการเมืองที่สำคัญในอดีต แต่ถูกฝ่ายทหารพม่าดำเนินการอย่างจริงเอาจังจากการเคลื่อนไหวครั้งสุดท้าย จนไม่อาจจะเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยได้อีกต่อไป
(6) ชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีหลายพวกหลายเผ่า บางส่วนได้ตกลงสันติภาพกับรัฐบาลทหารพม่าเรียบร้อยแล้ว บางส่วนยังต่อสู้ต่อไป และไม่มีใครแพ้ชนะเป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้ว ทหารพม่ายึดครองพื้นที่ตลอดไปไม่ได้ ขณะเดียวกันกบฏชนกลุ่มน้อยก็ไม่สามารถปลดปล่อยพื้นที่ได้ สถานการณ์คงเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
(7) ประชาชนพม่า ซึ่งถือว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุด แต่ถูกจำกัดบทบาททางการเมือง โดยฝ่ายทหารควบคุมความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด หลายคนพูดถึงพลังประชาชน เช่นในฟิลิปปินส์และในไทย แต่สิ่งนั้นยังยากที่จะเกิดในพม่า เพราะประชาชนพม่าขยาดที่จะลุกขึ้นสู้
(8) พลังประชาธิปไตยของโลก นำโดยสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ยังเป็นพลังสำคัญในการกดดันพม่าในปัจจุบันและอนาคต แต่ไม่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพม่าได้อย่างที่ต้องการ แม้จะใช้มาตรการทุกด้านรวมทั้งการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจก็ตาม เพราะรัฐบาลทหารพม่าสามารถต้านแรงกดดันและแรงเสียดทานได้ตลอดมา พม่ามีจุดแข็งอยู่ที่ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานซึ่งเป็นที่ต้องการของหลายประเทศ ที่ต้องการมาแสวงผลประโยชน์มากกว่าร่วมมือกดดันพม่า
หลายคนกล่าวว่า บุคลิกประจำชาติของคนพม่า คือ ความหยิ่งยโส หยิ่ง และลำพองในชาติพันธุ์และประวัติศาสตร์ของตนเอง เป็นประเภทยอมหักไม่ยอมงอ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ผู้นำทหารกับนางอองซาน ซูจี ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน โดยเฉพาะทหารพม่าพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา
เมื่อทราบถึง “ผู้เล่น” หรือ “ตัวละคร” ที่จะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองพม่าแล้ว นักสิทธิมนุษยชนและนักประชาธิปไตยไทยน่าจะพิจารณาทบทวนท่าที โดยศึกษากลุ่มพลังสำคัญทั้งในและนอกประเทศต่อการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในพม่า บางทฤษฎีพูดถึงการแบ่งปันอำนาจ แต่การแบ่งปันอำนาจอย่างเท่าเทียมกันของทุกกลุ่มพลังเป็นไปได้ยาก ขึ้นอยู่กับว่ากลุ่มใดมีอิทธิพลมากน้อยกว่ากัน ในช่วงเวลาใด คนที่มีอิทธิพลมากกว่าย่อมเรียกร้องอำนาจมากกว่าซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่เราจะประสานประโยชน์กันได้อย่างไร อย่างน้อยในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการสร้างหลักประกันให้กับฝ่ายทหารพม่าสบายใจว่าตนจะต้องมีบทบาทนำในการบริหารประเทศต่อไปในอนาคตที่พอมองเห็น (อาทิตย์ 3 ก.พ.51)