วิเคราะห์ข่าว
ปัญหาท้าทายเร่งด่วนต่อรัฐบาลจีนชุดใหม่

ช่วงเวลาสัปดาห์นี้ มีเหตุการณ์สำคัญ 2 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับจีน คือ การประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ และการจลาจลในธิเบต ที่ขยายวงออกไปกว้างขวางและทำความอึดอัดใจให้กับผู้นำจีนมากพอสมควร

การประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ ซึ่งคล้ายกับสภาผู้แทนราษฎรของจีน มีขึ้นทุก 5 ปี และเป็นการประชุมสำคัญที่ทุกฝ่ายเฝ้าจับตาดู และภายใต้ระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์ ทุกอย่างได้ตกลงกันไว้ก่อนแล้ว โดยสภาประชาชนรับทราบพอเป็นพิธีเท่านั้น ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่ประชุมได้ลงมติเลือกนายหูจิ่นเทา เป็นประธานาธิบดีต่อไปอีกสมัยหนึ่ง 5 ปีและเป็นประธานคณะกรรมการทหาร ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรที่มีอำนาจที่สุด ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมว่าประธานาธิบดีต้องเป็นประธานคณะกรรมการทหารเสมอ ส่วนนายเหวินเจียเป่าาก็ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกสมัยหนึ่ง สำหรับคนที่คาดกันว่าจะขึ้นมาเป็นทายาทแทนนายหูจิ่นเทาในโอกาสต่อไป คือ นายซีจินปิง ซึ่งขึ้นมาเร็วมากในสายของพรรคและเป็นประธานการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดี เพื่อเตรียมตัวศึกษางานจากนายหูต่อไป

รัฐบาลของนายหูจิ่นเทาและเหวินเจียเป่ามีปัญหาที่เผชิญหน้าที่ต้องเร่งแก้ไขเป็นการด่วน คือ ปัญหาเงินเฟ้อ และการว่างงานของคนจีน อาจกล่าวได้ว่า ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เดือนกุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา ราคาสินค้าอาหารเพิ่มถึงร้อยละ 23.3 จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2550 เพราะหิมะตกหนัก ผลผลิตการเกษตรเสียหายมาก เมื่อซัพพลายน้อย ดีมานด์เท่าเดิม ราคาก็สูง ยิ่งมาเจอกับช่วงตรุษจีนที่คนจีนต้องซื้ออาหารมาฉลองกันในครอบครัว จึงทำให้ราคาอาหารสูงเพิ่มมาก แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการอื่น ๆ ในการชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่สามารถชะลอภาวะเงินเฟ้อได้

การที่ราคาสินค้าโดยเฉพาะประเภทอาหารมีราคาแพงขึ้น เช่น เดือนกุมภาพันธ์ ราคาหมูราคาแพงขึ้นร้อยละ 63.4 ผักสดขึ้นร้อยละ 46 น้ำมันพืชขึ้นร้อยละ 41 ขึ้นเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2549 และไม่ใช่เพิ่งราคาสูงขึ้น แต่ราคาสูงขึ้นต่อเนื่องจากปลายปีที่แล้ว สร้างความกังวลให้กับรัฐบาลจีนมากพอสมควร เพราะอาจนำไปสู่การเกิดความไม่สงบภายในประเทศได้ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งรัฐบาลพยายามคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญ และลดการส่งออกข้าว และให้เงินช่วยเหลือผู้เลี้ยงหมู เป็นต้น

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่เผชิญหน้ารัฐบาลจีนชุดนี้ซึ่งก็คือชุดเดิมนั่นเอง คือ การว่างงานในจีนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะมีแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานปีละ 20 ล้านคน ในขณะที่สร้างงานได้ปีละ 12 ล้านงานเท่านั้น อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการยังต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น แต่เป็นแรงงานมีฝีมือที่โรงงานกำลังขาดแคลนอยู่ขณะนี้ รัฐบาลจีนมีแผนที่จะคุมการว่างงานในตัวเมืองไม่ให้เกินร้อยละ 4.5 โดยจะสร้างใหม่เพิ่มขึ้นปีละ 10 ล้านงานในปี 2551 และหางานให้กับคนงานที่ตกงาน หรือถูกออกจากงานเดิมซึ่งมีอยู่ประมาณ 5 ล้านคน

สิ่งที่หลายฝ่ายมีความกังวล คือ กลัวว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ หากยอดส่งออกลดลง จะทำให้โรงงานผลิตน้อยลงและส่งผลให้ต้องปลดคนงานออกส่วนหนึ่ง ทำให้เพิ่มปัญหาการว่างงานที่รุนแรงอยู่แล้วเข้าไปอีก

สิ่งที่รัฐบาลจีนกังวลไม่น้อยคือ แรงงานหนุ่มสาวที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยและเข้าสู่ตลาดแรงงาน ถ้ารัฐบาลไม่สามารถหางานให้คนเหล่านี้ทำได้ ความวุ่นวายทางการเมืองและสังคมอาจเกิดขึ้นเพราะคนหนุ่มสาวที่มีความรู้จะแสดงความไม่พอใจรุนแรงซึ่งมีผลกระทบมากกว่าคนชนบท ในขณะที่ผู้ประกอบการก็ร้องเรียนว่า กฎหมายแรงงานใหม่ที่ออกมาและบังคับให้ผู้ประกอบการต้องจัดเงินบำเหน็จบำนาญและเงินประกันสังคมต่าง ๆ ให้กับคนงาน และรวมทั้งต้องจ้างงานต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการไม่อยากรับคนงานเพิ่มเติม ในขณะที่คนงานร้องเรียนว่า ผู้ประกอบการไม่ค่อยดูแลสวัสดิการของคนงาน รวมทั้งค่าจ้างในระดับที่เหมาะสม

ปัญหาการว่างงานที่รุนแรงมากขึ้นอาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองได้ หากบวกเข้ากับปัญหาราคาสินค้าแพงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอาหารซึ่งคนจีนต้องกินทุกวัน ผู้นำจีนคงนอนไม่หลับแน่ ๆ

มีการประเมินสถานการณ์ว่า หากเศรษฐกิจของจีนได้รับผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของโลกในปีนี้ โดยเฉพาะหากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนขยายตัวน้อยกว่าร้อยละ 7 อาจทำให้เศรษฐกิจโลกวุ่นวายเพิ่มเติมได้ เพราะฉนั้น จีนจะต้องทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวให้ได้เกินร้อยละ 10 ขึ้นไป ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายสำคัญต่อรัฐบาลจีนชุดนี้