วิเคราะห์ข่าว
ผู้บริหารบริษัทนิยมให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ

ในเกาหลีใต้ กำลังมีคดีอื้อฉาวเกี่ยวกับการคอรัปชั่นซึ่งขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ในเกาหลีใต้ต่อเนื่องหลายวัน โดยพนักงานอาวุโสระดับหัวหน้าฝ่ายกฎหมายในบริษัทซัมซุงที่ทนเห็นพฤติการณ์ของบริษัทที่เอาเงินฟาดหัวซื้อนักการเมืองเพื่อประโยชน์ของบริษัทไม่ไหว เลยเปิดโปงให้สื่อมวลชนได้รับทราบ มีการสืบสวนสอบสวนกันอย่างกว้างขวางจนส่งผลกระทบต่อประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ เพราะผู้ที่ถูกพาดพิงว่ารับเงินจากบริษัทซัมซุงกลายเป็นคนใกล้ชิดประธานาธิบดีนั่นเอง

อัยการเกาหลีใต้กำลังสอบสวนฟ้องร้องนายลีคุนฮี ประธานบริษัทซัมซุง 3 ประเด็น คือ การตั้งกองทุนลับในธนาคาร 4 แห่งรวมมูลค่า 5,000 ล้านวอนเพื่อใช้ในการให้สินบนแก่นักการเมืองและข้าราชการ การให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐ และการโยกย้ายเงินอย่างผิดกฎหมายให้กับบุตรชายนายลีเพื่อซื้อหุ้นให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นการช่วยเหลือลูกชายให้เข้ามาควบคุมการบริหารงานของบริษัทต่อไป

ต้องชมนายคิมยองชุล ซึ่งเคยเป็นอัยการก่อนลาออกมารับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของบริษัท ที่ออกมาเปิดโปงในเรื่องนี้ต่อนักข่าวหนังสือพิมพ์และผ่านโทรทัศน์ ถือว่านายคิมเป็นพยานปากสำคัญ เขายอมรับว่า บริษัทเคยใช้ให้ตนเอาเงินไปให้อัยการอาวุโสหลายคนปีละ 3 ครั้ง แต่ละคนได้รับเงินจำนวนแตกต่างกันไป ระหว่าง 5-20 ล้านวอน เขาเปิดเผยด้วยว่า จำนวนเงินที่อัยการได้รับนั้นน้อยกว่าที่เคยจ่ายให้ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรเสียอีก แต่ถ้าข้าราชการคนไหนไม่กล้ารับเงินสด เขาก็จะให้ไวน์ราคาแพง หรือบัตรของขวัญเพื่อให้คนรับเอาไปซื้อของได้ตามต้องการ

นายคิมเปิดเผยด้วยว่า ซัมซุงได้ให้สินบนในรูปของเงินสดหรือของขวัญราคาแพงแก่นักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร อัยการ ผู้พิพากษา นักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการ ถ้าเป็นเงินสดก็จะใส่ไว้ในกล่อง ซีดี. หรือใส่ไว้ในกระเป๋าเจมส์บอนด์ หรือกระเป๋าเดินทาง ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินว่ามากน้อยเพียงใด แต่คนเกาหลีใต้เสียดายชื่อเสียงของซัมซุงซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่เรียกกันว่า แชโบล เป็นความภูมิใจของคนเกาหลีใต้เพราะสามารถแซงหน้าบริษัทญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของโลกในสินค้าคอมพิวเตอร์ชิป โทรศัพท์มือถือ และโทรทัศน์จอแบน แต่อยู่ ๆ ก็มีเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้ถูกเปิดโปงขึ้นมา

แน่นอน ในช่วงแรก บริษัทซัมซุงได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดโดยสิ้นเชิง โดยตอบโต้ว่า นายคิม ผู้เปิดโปงมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ต่อบริษัทด้วยเหตุผลส่วนตัว และเป็นการกล่าวหาลอย ๆ ไม่มีหลักฐานแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี ก่อนที่นายคิมจะออกมาเปิดโปงเรื่องทั้งหมด เชื่อว่า นายคิมคงแอบขโมยเอกสารลับที่เป็นหลักฐานมัดผู้บริหารมาเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะเขาเคยเป็นอัยการมาก่อน ดังนั้น หลักฐานที่เป็นพยานเอกสารจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ในเวลาต่อมา นายลีคุนฮี ประธานบริษัทซัมซุงได้ประกาศผ่านโทรทัศน์ลาออกหลังจากถูกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวหาว่า หลีกเลี่ยงการเสียภาษี จากการโอนย้ายเงินอย่างผิดกฎหมาย ใช้เงินกองทุนลับซื้อขายหุ้นจนได้กำไรมากมาย แต่ไม่ยอมเสียภาษี เขาขอโทษต่อประชาชนที่ทำให้สาธารณะชนเกิดความไม่สบายใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

เอ็น.จี.โอ.เกาหลีใต้อย่างน้อย 2 องค์กรที่เฝ้าตรวจสอบพฤติกรรมของบริษัทยักษ์ใหญ่ รวมทั้งสมาคมพระคาธอลิกเพื่อความยุติธรรม ได้ออกมารับลูกในเรื่องนี้ แต่ก็กลัวว่าอัยการอาจไม่ดำเนินคดีอย่างจริงจัง เพราะตามข้อมูลของนายคิม มีอัยการบางคนรับเงินสินบนจากบริษัทซัมซุงด้วย ขณะเดียวกัน สมาคมผู้สื่อข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งเกาหลีใต้ก็อึดอัดใจในเรื่องนี้ เพราะนักข่าวนักหนังสือพิมพ์อาวุโสในสมาคม ซึ่งเป็นประเภท 18 มงกุฎมีชื่อรับเงินสินบนจากซัมซุงด้วยเช่นกัน อีกทั้งงบโฆษณาของบริษัทเครือซัมซุงคิดเป็นร้อยละ 30 ของเงินโฆษณาที่สื่อต่าง ๆ ได้รับ

เรื่องการคอรัปชั่นของประธานบริษัทซัมซุงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทเท่านั้น แต่ยัง ส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีลีเมียงบัก ซึ่งเพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมีนาคม 2551 ประธานาธิบดีลีซึ่งเคยเป็น ซี.อี.โอ.ของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งมาก่อนที่จะเข้าสู่วงการเมืองจนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องนี้เพราะคนใกล้ชิดและบุคคลสำคัญในรัฐบาลถูกกล่าวหาว่า มีปัญหาด้านมาตรฐานทางจริยธรรม มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนที่รับเงินจากบริษัทซัมซุงได้มีตำแหน่งในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งหมายถึงหัวหน้าหน่วยต่อต้านคอรัปชั่นและว่าที่หัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ซึ่งโฆษกรัฐบาลออกมาโต้ว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่เป็นความจริง

นี่ไม่ใช่คดีแรกที่ผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เรียกกันว่า แชโบล ในเกาหลี ถูกข้อหาให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐ และคงไม่ใช่คดีสุดท้าย แต่อัยการและศาลเกาหลีใต้สามารถฟ้องร้องเอาคนผิดมาลงโทษได้หลายคดี เมื่อหันมาดูประเทศไทยที่รักของเรา บอกได้คำเดียวว่า เศร้า!!