วิเคราะห์ข่าว
จีนกับสหรัฐแข่งกันปล่อยก๊าซพิษ

มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียของอเมริกาเปิดเผยรายงานการวิจัยล่าสุดว่า จีนอาจจะแซงหน้าสหรัฐขึ้นเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุดในโลกในปี 2549 ผลการวิจัยดังกล่าวมีความหมายมากกว่าทางวิชาการ เพราะจะเกี่ยวพันไปถึงการแก้ไขปัญหาโลกร้อน และการเมืองระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งหมายถึงว่า จีนเป็น “ ผู้ร้าย ” สำคัญที่สุดในการทำให้โลกร้อน มากกว่าสหรัฐเสียอีก

ทีมวิจัยสหรัฐใช้สถิติล่าสุดถึงปี 2547 เท่านั้น ถ้าดูตามกร๊าฟที่องค์กรปกป้องสิ่งแวดล้อมโลกของสหรัฐเปิดเผย จะเห็นว่า ระหว่างปี 2541 ถึง 2547 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ของสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในปี 2543 จากนั้นก็รักษาระดับเดิม แต่จีนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์เพิ่มขึ้นมากในระดับ 45 องศาตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ถ้าสถานการณ์มีแนวโน้มเช่นนี้ มีความเป็นไปได้ว่าจีนอาจแซงหน้าสหรัฐในปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลก เพราะสหรัฐปล่อยก๊าซพิษในอัตราที่ช้าลง ส่วนจีนปล่อยก๊าซพิษในอัตราที่เร็วขึ้น เพราะจีนสร้างโรงงานเพิ่มขึ้นอีกมากมาย และโรงงานดังกล่าวได้ใช้เชื้อเพลิงโดยเฉพาะถ่านหิน น้ำมัน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลก

จากสถิติล่าสุดที่ค้นคว้าได้ คือ ในปี 2546 ประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์มากที่สุดในโลก 10 อันดับแรก คือ สหรัฐ รองลงมาคือ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย เยอรมนี สหราชอาณาจักร แคนาดา อิตาลี และเม็กซิโก สำหรับปี 2547 โลกปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์รวมทั้งหมด 27,245 ล้านล้านตัน ประเทศที่ปล่อยก๊าซมากที่สุด 10 อันดับแรก คือ สหรัฐ จีน รัสเซีย อินเดีย ญี่ปุ่น เยอรมนี แคนาดา สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ และอิตาลี (ถ้าสหภาพยุโรป 25 ประเทศรวมกัน จะติดอันดับ 3)

หากเปรียบเทียบระหว่างสหรัฐและจีน พบว่า ในปี 2546 สหรัฐปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซดิ์ รวม 5,762 ล้านตัน จีน 3,473 ล้านตัน ส่วนรัสเซียซึ่งเป็นอันดับ 3 นั้นยังห่างมากคือมีเพียง 1,540 ล้านตันเท่านั้น ส่วนปี 2547 สหรัฐปล่อยก๊าซพิษเพิ่มขึ้นเป็น 6,049 ล้านตัน ส่วนจีนปล่อย 5,010 ล้านตัน ในอัตราที่เพิ่มขึ้นมากกว่าสหรัฐ ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่า จีนจะขึ้นมาใกล้เคียงหรือทัน หรือแซงสหรัฐในปี 2550 ดังที่ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้รายงาน

จากการสำรวจเมืองในโลกที่มีมลภาวะเลวร้ายที่สุด 10 อันดับแรกในปี 2549 ปรากฎว่า เมืองลินเฟนในจีนเป็นเมืองที่มีมลภาวะเลวร้ายที่สุดอันดับหนึ่ง อันดับสองคือเมืองไฮน่า สาธารณะรัฐโดมินิกัน อันดับสาม เมืองรานิเพต อินเดีย อันดับสี่ เมืองมาอีลูซู ประเทศกีร์กีซสถาน อันดับห้า เมืองลาโฮโรย่า เปรู อันดับหก เจ็ดและแปด คือ เมืองเซอร์ซินสก์ นอริสก์ และรุดนาย่า พริสตัน ประเทศรัสเซีย อันดับเก้าคือเชอร์โนบิล ยูเครน และอันดับสิบคือ เมืองกับเว ประเทศแซมเบีย

สถาบันแบล็คสมิธ ได้ทำการสำรวจเมืองที่มีมลภาวะเลวร้ายที่สุด เมื่อปี 2550 พบว่า 10 อันดับแรกคือ เมืองซัมกายิต ประเทศอาเซอร์ไบยัน อันดับสองคือเมืองลินเฟน อันดับสาม เมืองเทียนสิน ทั้งสองเมืองอยู่ในจีน อันดับสี่คือเมืองสุกินดา อันดับห้าคือ เมืองวาปี สองเมืองนี้อยู่ในอินเดีย อันดับหกคือเมืองลา โอโรย่า ประเทศเปรู อันดับเจ็ด เมืองเซอร์ซินสก์ อันดับแปด เมืองนอริสก์ สองเมืองนี้อยู่ในรัสเซีย อันดับเก้า เมืองเชอร์โนบิล ประเทศยูเครน เมืองนี้ซึงขณะนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียด เคยมีชื่อเสียงโด่งดังหลายปีก่อนจากที่โรงไฟฟ้านิวเคลียรั่ว ทำให้กัมมันตภาพรังสีกระจายไปทั่วบริเวณและลามไปบางส่วนของยุโรปตะวันตกด้วย อันดับสิบคือ เมืองกับเว ประเทศแซมเบีย

เห็นได้ว่า ส่วนใหญ่แล้วเป็นเมืองเดิม ๆ แต่อาจเปลี่ยนอันดับขึ้นลง ในจำนวนนี้ เป็นเมืองในจีน อินเดียและรัสเซียมากพอ ๆ กัน เมืองที่มีมลภาวะเลวร้ายส่วนใหญ่เป็นเมืองที่มีเหมืองถ่านหิน สังกะสี โครเมียม ยูเรเนียม หรือมีโรงงานหลอมแร่ โรงงานผลิตอาวุธเคมี มีฝุ่นผง มีสารตะกั่ว น้ำเสีย

ในพิธีสารเกียวโตซึ่งจะสิ้นสุดลงในปี 2555 สหประชาชาติเรียกร้องให้ประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวย หรือ ประเทศ “ซีกโลกตอนเหนือ” ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกมากที่สุดในลำดับต้นๆ ต้องหาทางลดการปล่อยก๊าซพิษร้อยละ 25-40 ให้ได้ในปี 2563 และช่วยเหลือประเทศยากจนลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สะอาด ส่วนประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศ “ซีกโลกตอนใต้” ซึ่งรวมถึงจีนด้วย ได้รับเวลานานขึ้นในการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ ส่วนสหรัฐซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์มากที่สุดในโลก ในปี 2547 ถูกโลกเรียกร้องให้รับผิดชอบต่อสังคมโลกโดยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ให้น้อยลง แต่สหรัฐซึ่งไม่ยอมลงนามและให้สัตยาบันพิธีสารเกียวโตซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศในการกำหนดให้ประเทศต่าง ๆช่วยกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ กลับพยายามเบี้ยวไปเบี้ยวมา เพราะเกรงว่าการกระทำดังกล่าวจะกระทบต่ออุตสาหกรรมของตน

แม้แต่จีนเองซึ่งปล่อยก๊าซพิษมากที่สุดในโลกอยู่ในลำดับ 1 หรือ 2 ก็ตาม พอโลกเรียกร้องให้จีนหาทางลดการปล่อยก๊าซพิษดังกล่าว จีนก็มีท่าทีอิดเอื้อนเพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่นเดียวกับออสเตรเลีย เห็นจะมีแต่สหภาพยุโรปเท่านั้นที่เอาจริงจังกับการลดภาวะโลกร้อน

อดีตรองประธานาธิบดีอัล กอร์ แห่งสหรัฐ ได้เรียกร้องให้สหรัฐ และจีน ร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซพิษสู่ชั้นบรรยากาศโลกที่ทำให้โลกร้อน โดยถือว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนอันดับต้น ๆ โดยกอร์อุปมาว่า ขณะนี้ โลกกำลังเป็นเป็นไข้ ปวดหัวตัวร้อน และอุณหภูมิในร่างกายกำลังร้อนขึ้นทุกที จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร่งด่วน เมื่อประเทศต่าง ๆ ร่วมกันทำผิดพลาดไปแล้ว ก็ต้องร่วมกันแก้ไขข้อผิดพลาดนั้น

มีการเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ หยุดเล่นเกมทางการเมืองกันเสียที และหันมาจับมือกันลดภาวะโลกร้อนด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลก เพราะปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาระดับโลกที่กระทบต่อทุกประเทศไม่มากก็น้อย ประเทศที่ปล่อยก๊าซพิษจึงต้องเป็นผู้นำในการลดภาวะโลกร้อน