วิเคราะห์ข่าว
จีนกับสองแชมป์ที่ไม่ปรารถนา

องค์กรเอ็น.จี.โอ.ที่ชื่อ องค์กรนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International ) ได้ทำรายงานประจำปี 2551 ว่าด้วยผลการสำรวจประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกสำหรับปี 2550 ที่ผ่านมาว่า ประเทศไหนบ้างที่ยังมีการลงโทษขั้นประหารชีวิต ปรากฎว่า จีนลงโทษประหารชีวิตผู้ต้องหามากที่สุดในโลกถึง 470 คนในปีที่แล้ว น้อยกว่าปี 2549 ซึ่งประหารชีวิตผู้ต้องหาถึง 1,010 คน อย่างไรก็ดี มีข่าวว่า ตัวเลขปีนี้อาจสูงกว่า 470 คน ข่าวที่เปิดเผยออกมาโดยรัฐบาลจีนนั้น มีหลายคนเป็นนักการเมืองที่คอรัปชั่น บางคนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ส่วนผู้ต้องหาค้ายาเสพติดนั้นถูกประหารชีวิตแน่นอน รองลงมาคืออิหร่าน ซึ่งประหารชีวิตนักโทษ 377 คน รวมทั้งใช้วิธีการสมัยเก่าเช่นประหารชีวิตผู้ต้องหาคดีมีชู้ด้วยการขว้างก้อนหินจนตาย ส่วนสหรัฐมาเป็นอันดับ 5 โดยตัดสินประหารชีวิตผู้ต้องหาเมื่อปีที่แล้ว 42 คนซึ่งน้อยกว่าปีก่อน

เมื่อรวมประเทศต่างๆ ทั่วโลก ปี 2550 มีนักโทษถูกประหารชีวิตไปอย่างน้อย 3,347 คนใน 51 ประเทศที่ยังมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต และยังมีนักโทษอีกไม่น้อยกว่า 27,500 คนที่รอเข้าตะแลงแกง ส่วนในปี 2549 มีนักโทษอย่างน้อย 1,591 คนใน 25 ประเทศที่ถูกประหารชีวิต ซึ่งร้อยละ 91 ในจำนวนนี้เกิดขึ้นในจีน อิหร่าน ปากีสถาน อิรัก ซูดานและสหรัฐ และยังมีนักโทษที่รอการประหารอีก 3,861 คนใน 55 ประเทศ

ปัจจุบัน มี 135 ประเทศที่ยกเลิกการลงโทษขั้นประหารชีวิต ส่วนอีก 62 ประเทศยังคงโทษประหารชีวิตไว้ โดยเฉพาะกรณีฆาตกรรม

ปัจจุบัน มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการยกเลิกโทษประหารชีวิตอยู่ 4 ฉบับ ๆ หนึ่งเป็นระดับโลก อีกสามฉบับเป็นระดับท้องถิ่น หลายประเทศลงนามแล้วแต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน

สนธิสัญญาฉบับแรกเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต มี 64 ประเทศลงนามแล้ว แต่มีเพียง 8 ประเทศให้สัตยาบัน ฉบับที่สอง เป็นข้อตกลงอเมริกาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนโดยให้ยกเลิการลงโทษประหารชีวิต ซึ่งฉบับนี้ระบุโดยตรงว่าให้ยกเลิกการประหารชีวิต มี 9 ประเทศในทวีปอเมริกาลงนาม แต่มีเพียง 2 ประเทศให้สัตยาบัน ฉบับที่สาม คือข้อตกลงยุโรปว่าด้วยการปกป้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ปี 2517 ซึ่งห้ามการลงโทษประหารชีวิต มี 46 ประเทศในยุโรปลงนามและให้สัตยาบัน ยกเว้นรัสเซียเท่านั้นที่ยังไม่ให้สัตยาบัน ฉบับที่สี่ เป็นของยุโรปเช่นกันว่าด้วยการปกป้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ปี 2545 ซึ่งให้มีการยกเลิกการลงโทษประหารชีวิต มี 40 ประเทศลงนาม แต่ให้สัตยาบันเพียง 5 ประเทศ

เป็นการยากที่จะบอกว่า ควรยกเลิกการลงโทษประหารชีวิตดีหรือไม่อย่างไร ประเทศที่ยกเลิกมองว่า คนเราเมื่อเกิดมาแล้วก็มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ แม้กระทำผิดกฎหมายอย่างรุนแรง ชีวิตของพวกเขาก็ไม่ควรถูกทำลาย แต่ให้ใช้การลงโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโดยวิธีอื่นแทน ในขณะที่หลายประเทศยังมีความเชื่อว่า การลงโทษประหารชีวิตซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นการทำให้คนกลัว ไม่กล้าทำผิดอย่างรุนแรง หลายประเทศมีความเชื่อ หรือมีธรรมเนียมปฏิบัติแต่โบราณว่า ผู้ที่ตั้งใจทำลายชีวิตคนอี่นต้องได้รับการตอบแทนด้วยชีวิตเช่นกัน แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา แต่ละรัฐก็มีกฎหมายไม่เหมือนกัน บางรัฐยกเลิกการลงโทษประหารชีวิต บางรัฐยังมีการลงโทษประหารชีวิต ก่อนนั้นใช้วิธีการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า ปัจจุบันหลายรัฐใช้วิธีฉีดยาให้ตายแทน

ประเทศอาหรับและมุสลิมในตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังมีการลงโทษประหารชีวิตซึ่งเป็นความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติเช่นเดิม แม้แต่การลงโทษก็มีวิธีการแตกต่างกันไป ส่วนประเทศที่มีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ หรือแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ การลงโทษประหารชีวิตยังมีอยู่เพราะถือว่าเป็นความจำเป็นของสังคม ที่ต้องใช้ความเด็ดขาด ดังนั้น จึงไม่ควรแปลกใจหากจีนยังมีการลงโทษประหารชีวิต และที่มีสถิติมากที่สุดเพราะจีนมีประชากรถึง 1,300 ล้านคน คนทำผิดย่อมมีอัตราสูงเป็นของธรรมดา

ไทยยังมีการลงโทษประหารชีวิตนักโทษอุกฉกรรจ์ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะได้รับการผ่อนผันเหลือจำคุกตลอดชีวิต พวกที่ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตแสดงว่ากระทำความผิดร้ายแรงจนศาลไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่ฆ่าคนโดยเจตนา หรือพวกโจรใจบาปหยาบช้า และผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ ส่วนวิธีการนั้น สมัยก่อนไทยใช้วิธีตัดคอ ต่อมาใช้ปืนกลยิง ปัจจุบันใช้การฉีดยาให้ตายแทน ซึ่งหวาดเสียวน้อยกว่า

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนถูกสถาบันวิจัยในสหรัฐให้เป็นแชมป์ในสองรายการ คือ แชมป์ประหารชีวิตนักโทษมากที่สุดในโลก กับแชมป์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกมากที่สุดในโลก แซงหน้าสหรัฐไปแล้ว แน่นอน ผลการวิจัยดังกล่าวย่อมมีผลมากกว่าผลงานทางวิชาการเพราะส่งผลกระทบทางการเมืองต่อจีนบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะเป็นผลงานจากประเทศตะวันตก

จีนคงไม่ดีใจกับการได้รับแชมป์สองตำแหน่งดังกล่าว วันพรุ่งนี้ จะเขียนถึงผลการวิจัยที่ชี้ไปที่จีนว่าเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของโลกมากที่สุด เท่ากับเป็นการบอกว่า จีนเป็นประเทศที่ก่อให้เกิดโลกร้อนมากที่สุด ดังนั้น จีนต้องมีความรับผิดชอบต่อโลกมากขึ้น

เป็นที่น่าสังเกตว่า ยิ่งใกล้วันเปิดกีฬาโอลิมปิค จีนยิ่งโดนหนัก โดยเฉพาะในกรณีของธิเบต และมีความพยายามทำลายภาพลักษณ์ของจีนเป็นระลอก ๆ คนที่วางแผนในเรื่องนี้ถือว่าอยู่ในขั้นเซียน คนที่มีขีดความสามารถที่จะทำเช่นนี้ได้มีไม่กี่คน โดยนำข้อมูลที่เป็นจุดอ่อนของจีนมาใช้ประโยชน์ คนนี้เก่งในเรื่องการเล่นแร่แปรธาตุกับข่าว ที่เราเรียกว่า อินโฟแทคติค