วิเคราะห์ข่าว
มหาอำนาจกับการทูตพลังงาน (1)

ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นนโยบายสำคัญสำหรับประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างหลักประกันว่า ประเทศจะมีน้ำมันและพลังงานอื่นใช้อย่างเพียงพอ ไม่ขาดแคลนแม้ว่าราคาน้ำมันจะแพงขึ้นตลอดเวลา ประเทศที่ผลิตและส่งออกน้ำมัน ยังใช้การทูตน้ำมันในการต่อรองกับชาติอื่นด้วย วันนี้ เราจะมาสำรวจการทูตพลังงานของประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ

ญี่ปุ่นซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเป็นประเทศพัฒนาด้านอุตสาหกรรม ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันกว่าร้อยละ 80 ของปริมาณที่ใช้ในประเทศ กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นต้องดำเนินนโยบายการทูตพลังงานด้วยการญาติดีเป็นกรณีพิเศษกับประเทศส่งออกน้ำมัน รวมทั้งการมองไปที่ระบบสต็อคน้ำมันของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ หรือ ไอ.อี.เอ. โดยที่สต็อคน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นใช้ได้ 167 วันตามกฎหมายที่ระบุไว้

ญี่ปุ่นมีนโยบายเสริมสร้างความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับประเทศในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าพลังงานสำคัญของตน ญี่ปุ่นพยายามสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับประเทศในตะวันออกกลางรวมทั้งประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศที่อยู่ติดกับเส้นทางขนส่งน้ำมันโดยเรือบันทุกน้ำมันของญี่ปุ่น เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ซึ่งคุมช่องแคบมะละกา เป็นต้น

ญี่ปุ่นพยายามกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและพลังงาน โดยไม่พึ่งพาแหล่งตะวันออกกลางแต่แห่งเดียว ญี่ปุ่นเข้าไปร่วมลงทุนกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น ๆ เช่น รัสเซีย ประเทศในเอเชียกลางอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียดโดยเฉพาะคาซัคสถาน และอุซเบกิสถาน ประเทศอาเซียนเช่น อินโดนีเซีย บรูไน เป็นต้น ญี่ปุ่นพยายามเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอาเซียนผ่านอาเซียน+3

ญี่ปุ่นร่วมมือกับนานาชาติในความพยายามหาพลังงานทดแทน เช่น ทำโครงการวิจัยการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเยนซึ่งเป็นโครงการร่วมฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในอนาคต และเป็นพลังงานสะอาดที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด พลังงานนิวเคลีย

นอกจากพยายามใช้พลังงานอย่างประหยัดและให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดแล้ว ญี่ปุ่นได้เน้นนโยบาย “ 3 E ” คือ ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ( Economic Growth) ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) และการปกป้องสภาพแวดล้อม (Environment Protection) ที่ต้องไปพร้อม ๆ กัน นอกจากเป็นนโยบายภายในแล้ว ยังทำข้อตกลงทวิภาคีและพหุภาคีกับประเทศต่างๆ ด้วย

จีนซึ่งเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วต้องการพลังงานเพื่อมาใช้ในอุตสาหกรรมที่ขยายตัวอย่างมากเพราะพลังงานที่มีอยู่ในประเทศไม่เพียงพอ ในปี 2548 จีนต้องใช้บริโภคถึง 325 ล้านตัน ในขณะที่ผลิตได้เพียง 183 ล้านตัน และต้องนำเข้าอีก 144 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 44 ของที่ใช้ในประเทศ ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่บริโภคน้ำมันมากที่สุดในโลกรองจากสหรัฐ หากเศรษฐกิจจีนโตร้อยละ 6.5 ในปี 2563 จีนจะนำเข้าน้ำมันปีละ 500 ล้านตันหรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของการบริโภคในประเทศ จีนจึงต้องออกไปแสวงหาพลังงานจากนอกประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

ปัจจุบัน พลังงานที่จีนใช้แยกเป็นถ่านหินร้อยละ 66 น้ำมันร้อยละ 24 ก๊าซธรรมชาติร้อยละ 3 พลังน้ำร้อยละ 4 และนิวเคลียร้อยละ 1 เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงด้านพลังงาน จีนต้องมีพลังงานใช้อย่างพอเพียง เชื่อถือได้ สามารถจัดหาได้อย่างต่อเนื่อง จีนคงต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การใช้พลังงาน แม้จีนจะมีถ่านหินมากแต่พลังงานประเภทนี้ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ขณะที่ราคาน้ำมันแพงขึ้น นอกจากนั้น การขนส่งส่วนใหญ่ใช้ทางเรือที่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา

นโยบายการทูตพลังงานภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีหูจิ่นเทา คือ ออกไปหาแหล่งพลังงานทั่วโลกเพื่อสร้างหลักประกันว่าจีนจะมีพลังงานใช้อย่างพอเพียงและยั่งยืน จีนไปลงทุนสำรวจและขุดเจาะในประเทศต่างๆ ทั้งในตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา เอเชียกลาง ปัจจุบัน จีนได้สร้างคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เช่นเดียวกับสหรัฐ

นโยบายการทูตพลังงานของจีน จะเน้นอยู่ที่กลุ่มประเทศที่ถือว่าเปรียบเสมือน “เข็มขัดด้านพลังงาน” ของโลก คือ จากรัสเซีย เอเชียกลาง มายังตะวันออกกลาง ขยายแหล่งพลังงานเพิ่มเติมไปยังเวเนซูเอลลา แอฟริกา แคนาดา นโยบายตางประเทศของจีนจะรับใช้ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นสำคัญ ดังนั้น นโยบายต่างประเทศของจีนจึงไม่ต้องการเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในประเทศนั้น ๆ เช่น กรณีอิหร่าน ซูดาน พม่า เวเนซูเอลลา เป็นต้น เพราะจีนต้องการพลังงานจากประเทศเหล่านี้ นโยบายพัฒนากองเรือแปซิฟิคของจีนมีวัตถุประสงค์ประการหนึ่ งคือ ให้ความคุ้มครองเส้นทางเดินเรือและเส้นทางขนส่งน้ำมันของตน รวมทั้งคุ้มครองพื้นที่ที่เป็นกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออกซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ

จึงไม่ต้องประหลาดใจหากจีนจะเอาใจซาอุดิอาราเบีย โอมาน อิหร่าน รัสเซีย แองโกล่า ซูดาน คองโก อีเควเตอร์กีนี เวียดนาม อินโดนีเซีย เพราะนี่คือการทูตพลังงานเนื่องจากประเทศเหล่านี้คือ 10 ประเทศที่จีนนำเข้าน้ำมันมากที่สุดขณะนี้

การทูตพลังงานของจีนในตะวันออกกลาง คือ การจัดหาน้ำมันและการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค ในเอเชียกลางเป็นเรื่องของน้ำมันและเสถียรภาพในภูมิภาคเช่นกัน ในแอฟริกา เป็นเรื่องน้ำมันและการสร้างอิทธิพลเหนือประเทศในภูมิภาคนี้ ในละตินอเมริกา เน้นเรื่องการจัดหาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งรวมถึงพลังงานด้วย นอกจากนั้น จีนยังร่วมมือกับมหาอำนาจอื่น ๆ ทางด้านพลังงานด้วย เช่น ร่วมมือกับฝรั่งเศส สหรัฐ และรัสเซีย ในการแสวงหาเทคโนโลยีด้านนิวเคลียเพราะจีนมีแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียอีก 32 โรงใน 15 ปีข้างหน้า ร่วมมือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพกับญี่ปุ่นและสหรัฐ และร่วมมือกับแอฟริกาใต้และญี่ปุ่นในการแสวงหาเทคโนโลยีทำถ่านหินให้สะอาด

จีนพยายามโน้มน้าวโลกให้เข้าใจว่า การที่จีนเติบใหญ่ขึ้นมา เป็นการโตอย่างสันติ ไม่ใช่เป็นภัยคุกคามกับใคร การที่จีนออกไปแสวงหาพลังงานทั่วโลกเป็นไปโดยร่วมมือกับประเทศนั้น ๆ ไม่ใช่เป็นการล่าอาณานิคม แต่เป็นเพียงการทูตพลังงานเท่านั้น