วิเคราะห์ข่าว
มหาอำนาจกับการทูตพลังงาน (2)

เมื่อเดือนธันวาคม 2548 ประธานาธิบดีปูตินประกาศว่า รัสเซียจะเป็นมหาอำนาจทางพลังงาน การทูตของรัสเซียจึงเน้นการแสดงบทบาทให้ประเทศต่าง ๆ เชื่อมั่นว่า รัสเซียเป็นประเทศจัดหาน้ำมันรายใหญ่ที่สามารถส่งพลังงานให้กับประเทศต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องและพอเพียง

จากประเทศที่เป็นผลผลิตของการล่มสลายของสหภาพโซเวียดในอดีต รัสเซียซึ่งเคยเป็นอภิมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในอดีต กลับแตกแยกเป็นหลายส่วน เหลือแต่แกนหลักรัสเซียอยู่เท่านั้น อิทธิพลที่เคยมีสมัยสหภาพโซเวียดจางหายไป ประเทศเกือบล้มละลายเพราะหนี้สินระหว่างประเทศหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ รัสเซียเพิ่งจะมาฟื้นฟูในสมัยปูตินเป็นประธานาธิบดีนี่เอง ที่เขาสามารถใช้หนี้ได้หมด เศรษฐกิจประเทศฟื้นฟูอย่างรวดเร็วจนขึ้นมายืนอยู่ในลำดับต้นๆ ของประเทศเศรษฐกิจใหม่ ทั้งนี้ก็เพราะรัสเซียมีแหล่งพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เหลือเฟือนั่นเอง อาจเรียกว่าเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดนอกกลุ่มโอเปคก็คงได้ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ซึ่งรัสเซียกับนอร์เวย์มีมากที่สุดในยุโรปเหนือ

ประธานาธิบดีปูตินสร้างเครือข่ายพันธมิตรประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมัน ด้วยการออกไปเยือนอัลจีเรีย ซึ่งเป็นประเทศในทวีปแอฟริกาที่มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากมาย การสร้างพันธมิตรด้านพลังงานกับอัลจีเรียสร้างความกังวลให้กับสหภาพยุโรปพอสมควรเพราะอัลจีเรียเป็นแหล่งส่งก๊าซธรรมชาติให้กับยุโรป นอกจากรัสเซียซึ่งเป็นแหล่งใหญ่

รัสเซียกำลังพัฒนานโยบาย “อภิมหาอำนาจด้านพลังงาน” ให้เป็นที่ประจักษ์แก่โลก เมื่อปี 2548 รัสเซียร่วมกับอิตาลีและตุรกีสร้างท่อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียผ่านใต้ทะเลดำไปยังตุรกี ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันร้อยละ 20 ที่ใช้ในประเทศจากรัสเซีย และนำเข้าก๊าซธรรมชาติร้อยละ 60 จากรัสเซีย รัสเซียมีแผนขยายท่อส่งผ่านตุรกี ไปยุโรปตอนใต้ เช่น อิตาลี กรีซ เลบานอน อิสราเอล และขยายไปยังยุโรปกลาง เช่น ฮังการีซึ่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียถึงร้อยละ 80 ของที่ใช้บริโภคในประเทศ โรมาเนีย โครเอเชีย ในช่วงเวลาเดียวกัน ปูตินได้ไปเยือนเกาหลีใต้และญี่ปุ่น เสนอขายก๊าซธรรมชาติ 6 ล้านคิวบิคเมตรให้เกาหลีใต้ และให้ความมั่นใจแก่ญี่ปุ่นว่า ฝ่ายหลังจะได้รับก๊าซธรรมชาติร้อยละ 30 จากโครงการซาขะริน -1 และชวนญี่ปุ่นร่วมลงทุนในโครงการพลังงานอื่น ๆ

รัสเซียเป็นแหล่งซัพพลายก๊าซธรรมชาติหลักให้กับยุโรปผ่านท่อก๊าซผ่านทะเลบอลติคไปยังเยอรมนี ประเทศกลุ่มบอลติคและโปแลนด์ และมีแผนขยายท่อก๊าซไปยังอังกฤษด้วย ขณะเดียวกัน รัสเซียได้ประกาศ “สงครามก๊าซธรรมชาติ” กับยูเครน โดยเฉพาะการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเครื่องมือกดดันประเทศอดีตสหภาพโซเวียดให้อยู่ภายใต้อิทธิพลของตน หากประเทศใดมีท่าทีเอาใจออกห่างไปใกล้กับตะวันตก รัสเซียจะใช้วิธีขึ้นราคาก๊าซอย่างมหาโหดและตัดปริมาณก๊าซที่ส่งให้ ซึ่งจะทำให้ประเทศผู้รับเดือดร้อนโดยเฉพาะในฤดูหนาวที่ต้องการใช้ก๊าซทำความร้อน อาจกล่าวได้ว่า รัสเซียใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างได้ผลที่สุด จนก่อให้เกิดความวิตกกังวลต่อประเทศยุโรปซึ่งเป็นประเทศผู้ซื้อ

ไม่เพียงเท่านั้น รัสเซียยังเป็นประเทศส่งออกเทคโนโลยีนิวเคลียเพื่อสันติ อาทิ โรงไฟฟ้านิวเคลีย และเป็นผู้ซัพพลายเชื้อเพลิงที่ใช้กับนิวเคลีย เนื่องจากรัสเซียเป็นประเทศที่มียูเรเนียมสำรองร้อยละ 4 ของโลก

กล่าวกันว่า รัสเซียมีพันธมิตรเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและซื่อสัตย์ที่สุดของรัสเซีย และเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายการทูตพลังงานของรัสเซียอย่างได้ผลที่สุด

สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นอภิมหาอำนาจของโลกเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันได้มากเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่ก็เป็นประเทศที่บริโภคน้ำมันมากที่สุดในโลก ดังนั้น สหรัฐจึงต้องนำเข้าน้ำมันจำนวนมหาศาลในแต่ละปี โดยเฉพาะการนำเข้าจากตะวันออกกลางซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองตลอดมา แม้แต่แหล่งน้ำมันจากละตินอเมริกาซึ่งเป็นพื้นที่อิทธิพลของสหรัฐก็เกิดความไม่แน่นอนเพราะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับประเทศผู้ผลิตไม่ค่อยดี ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงาน ดังนั้น สหรัฐจึงต้องไปแสวงหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติม พื้นที่หนึ่งที่สหรัฐให้ความสนใจเป็นพิเศษเพราะเป็นแหล่งที่คาดว่าจะมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก คือ เอเชียกลาง และรอบทะเลคาสเปียน และทำความตกลงกับประเทศที่เกี่ยวข้องสร้างท่อส่งน้ำมันจากอาเซอร์ไบยัน ผ่านจอร์เจีย ไปท่าเรือตุรกี และท่อก๊าซผ่านเติร์กเมนิสถาน ผ่านอัฟกานิสถาน ไปสู่ทางเรือที่ปากีสถาน เพื่อหลีกเลี่ยงการผ่านดินแดนของรัสเซีย ในขณะที่รัสเซียพยายามเข้าคุมการส่งออกก๊าซธรรมชาติในคาซัคสถาน เติรก์เมนิสถาน และอุซเบกิสถาน เพื่อไม่ให้สหรัฐเข้ามาฉกฉวยไปได้

สหรัฐได้มีรัฐบัญญัติว่าด้วยการทูตพลังงานและความมั่นคง พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้รัฐบาลสหรัฐร่วมมือกับรัฐบาลต่างประเทศเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานด้วย

การศึกษาการทูตพลังงานของมหาอำนาจจะทำให้เราได้เข้าใจผลประโยชน์ด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศเหล่านี้ จีนในฐานะผู้บริโภคและพึ่งพาแหล่งพลังงานรายใหญ่จากนอกประเทศดำเนินนโยบายไม่แทรกแซงกิจภายในของประเทศอื่น ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือพิเศษต่าง ๆ (Soft Power) กับประเทศผู้ผลิตและส่งออกพลังงานสำคัญ รัสเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกพลังงานสำคัญแห่งหนึ่งของโลกใช้นโยบายการทูตพลังงานในเชิงกดดัน ต่อรอง และผูกขาดพลังงานเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชียกลางและยุโรปตะวันออก ในขณะที่สหรัฐพยายามรุกเข้าไปในเอเชียกลางเพื่อแสวงหาพลังงานเพิ่มเติมจากตะวันออกกลางซึ่งเป็นพื้นที่ไร้เสถียรภาพทางการเมือง และเพื่อรับใช้ยุทธศาสตร์การปิดล้อมรัสเซียไปพร้อม ๆ กัน

ความเข้าใจแนวนโยบายการทูตพลังงานของมหาอำนาจโลก จะทำให้สามารถวิเคราะห์แนวโน้มพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจกับประเทศต่างๆ ในการเมืองโลกได้ในระดับหนึ่ง