วิเคราะห์ข่าว
เสรีภาพต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ

เป็นที่ทราบกันดีว่า ศาสนาเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนมาก ไม่มีใครที่อยากพูด เขียน แตะต้องศาสนา ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม เพราะแต่ละศาสนาต่างก็มีผู้นับถือจำนวนหลายสิบ หรือหลายร้อยล้านคน ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อของบุคคล แต่ก็มีเรื่องดูหมิ่นหรือกระทบต่อศาสนาปรากฎขึ้นเป็นครั้งคราว อีกทั้งมีความพยายามของคนบางกลุ่มบางพวกที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือสนองความต้องการทางการเมืองของตน

ล่าสุด ส.ส.เนเธอแลนด์คนหนึ่ง ชื่อ นายเกิร์ต วิลเตอร์ ได้ทำภาพยนต์สั้น ๆ ความยาว 15 นาที ชื่อ “ ฟิตนา” หรือ “ความขัดแย้ง ” เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีภาพของการก่อวินาศกรรมศูนย์การค้าโลกที่นครนิวยอร์คเมื่อ 11 กันยายน 2544 และการก่อวินาศกรรมของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงสุดโต่ง ตามที่ต่างๆ โดยมีการอ้างคัมภีร์อัล กุรอานด้วย ทำให้คนดูมองว่า เป็นการกล่าวหาพระคัมภีร์อัล กุรอาน เป็นต้นเหตุให้เกิดความรุนแรงในที่ต่าง ๆ ทั่วโลก และเปรียบเทียบศาสนาอิสลามกับลัทธิฟาสซิสต์ ภาพยนต์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนมุสลิมทั่วโลก

แน่นอน ย่อมมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงจากชาวมุสลิมและรัฐบาลประเทศมุสลิมในประเทศต่างๆ รุนแรงมากบ้างน้อยบ้าง เพราะไม่พอใจ โกรธแค้นต่อภาพยนต์และผู้สร้างภาพยนต์ดังกล่าว ถึงกับมีการข่มขู่ที่จะทำร้ายชาวเนเธอแลนด์ในและนอกประเทศ ขู่ที่จะบอยคอตทางเศรษฐกิจไม่ยอมซื้อสินค้าของเนเธอแลนด์ สหพันธ์มุสลิมดัทช์ได้ยื่นฟ้องศาลขอให้ศาลมีคำสั่งให้วิลเตอร์ยุติการเปรียบเทียบศาสนาอิสลามกับลัทธิฟาสซิสม์

เมื่อเดือนกันยายน 2550 นักเขียนการ์ตูนชาวเดนมาร์กเขียนการ์ตูนลงในหนังสือพิมพ์ล้อเลียนพาดพิงถึงพระศาสนาโมฮัมเม็ด ซึ่งกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตมาแล้ว โดยรัฐบาลเดนมาร์กอ้างว่าไม่สามารถดำเนินการตามกฎหมายกับนักเขียนการ์ตูนดังกล่าวได้ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในเดนมาร์กในการแสดงออก ทำนองเดียวกัน ส.ส.เนเธอแลนด์ก็คงจะอ้างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นผ่านรูปแบบต่าง ๆ ได้เช่นกัน เนื่องจากประเทศในยุโรปเหนือให้เสรีภาพแก่ประชาชนของตนในการแสดงออกอย่างมาก อย่างไรก็ดี ฝรั่งอาจลืมนึกไปว่า การแสดงออกซึ่งเสรีภาพไม่ควรกระทบต่อความรู้สึกของคนอื่น โดยเฉพาะคนในศาสนาอื่น

ครั้งนี้ รัฐบาลเนเธอแลนด์ก็คงปวดหัวกับพฤติกรรม ส.ส.คนดังกล่าวไม่น้อย แม้ว่าเป็นเสรีภาพที่ ส.ส.ดังกล่าวทำได้ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างเนเธอแลนด์กับประเทศมุสลิม ทูตเนเธอแลนด์ประจำประเทศมุสลิมหลายร้ายถูกเจ้าของบ้านเรียกไปประท้วง รัฐบาลมาเลเซียกล่าวหาว่า ภาพยนต์ดังกล่าวไม่เพียงแต่บิดเบือนหลักการศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นการดูหมิ่นศาสนาอิสลามและโลกมุสลิม

เดือดร้อนเลขาธิการสหประชาชาติ นายบันคีมูน ต้องออกมาระงับความวุ่นวายโดยกล่าวประนามอย่างรุนแรงต่อภาพยนต์ชุดดังกล่าว โดยกล่าวว่า คำพูดที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งตามมา เขาย้ำว่า “สิทธิแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีไม่ควรนำไปสู่วิกฤติ เสรีภาพต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคม ” นายบันคีมูนได้เรียกร้องให้กลุ่มประเทศมุสลิมที่ไม่พอใจอยู่ในความสงบและรอดูความพยายามของรัฐบาลเนเธอแลนด์ในการแก้ปัญหาดังกล่าว

ควรรับความจริงประการหนึ่งคือ ในปัจจุบัน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 จนถึงเหตุการณ์ในอัฟกานิสถาน อิรัก เลบานอน ปาเลสไตน์ ที่มีการรบราฆ่าฟันและการใช้ระเบิดพลีชีพ ระเบิดรถบันทุก ฯลฯ โดยกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงสุดโต่ง ถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะมีการตั้งคำถามว่า คนเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากศาสนาหรือไม่? หรือศาสนาถูกบิดเบือนไปใช้ในทางที่ผิด ทำให้หลักการของศาสนาอิสลามถูกมองอย่างไม่เข้าใจจากคนภายนอกไปด้วย

ศาสตราจาร์ ดร.มูฮัมหมัด ซัยยิด ฎอนฎอวี ผู้นำสูงสุดทางศาสนาของอียิปต์ ได้อธิบายว่า ศาสนาอิสลามได้สั่งสอนตลอดมาว่า “มนุษย์ทั้งหลายกำหนดมาจากบิดามารดาเดียวกัน ดังนั้น เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมมือ และส่งเสริมความดีงามในความเป็นภราดรภาพระหว่างมนุษย์ จิตวิญญานแห่งความรักอันบริสุทธิ์ จิตวิญญานแห่งความเจริญรุ่งเรือง ส่งเสริมให้เกิดความสงบสุขและอบอุ่นใจ เพราะประชาชาติที่พรั่งพร้อมด้วยความเป็นอยู่ที่สงบสุขจะสามารถสัมผัสถึงความเจริญมั่งคั่ง และร่วมอาศัยด้วยกันอย่างสงบสุข” ท่านได้กล่าวต่อไปว่า “ ความแตกต่างทางความคิดและความเชื่อทางศาสนาไมเป็นอุปสรรคขัดขวางความร่วมมือระหว่างกัน และความเชื่อทางศาสนาไม่อาจจะบังคับได้ เราควรให้ความเคารพแก่กันและกัน” ท่านได้อ้างคำกล่าวของอัลลอฮ ตอนหนึ่งว่า “ใครฆ่าบุคคลหนึ่ง และสร้างความเสียหายบนพื้นโลก เปรียบเสมือนการฆ่ามนุษย์ทั้งมวล ”

ไม่เคยมีพระเจ้าหรือผู้ก่อตั้งศาสนาใดที่ส่งเสริมให้คนฆ่ากัน หรือทำลายกัน ส่วนใหญ่เป็นการตีความของคนรุ่นหลังเพื่อสนองความต้องการทางการเมืองตนมากกว่า เพราะฉนั้น ไม่ควรมองศาสนาอิสลามไปในทางที่ส่งเสริมความรุนแรง ทั้งหมดเป็นเรื่องของตัวบุคคล ซึ่งทุกศาสนาก็มีพวกหัวรุนแรงสุดโต่งเสมอ

มนุษย์ในปัจจุบันให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นสากล แต่เสรีภาพดังกล่าวต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ การแสดงออกซึ่งเสรีภาพแม้จะกระทำได้แต่ไม่ควรให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพและความเชื่อของบุคคลอื่น เพราะหากทุกคนใช้เสรีภาพอย่างไม่มีขอบเขต โลกคงยุ่งเหยิงน่าดู

กล่าวกันว่า พระเจ้าประทานเสรีภาพมาให้มนุษย์ แต่ก็ประทานมันสมองให้มนุษย์รู้จักคิดอย่างมีความรับผิดชอบ และประทานลิ้นให้มนุษย์รู้จักว่าจะพูดเมื่อไร พูดเมื่อไร และอะไรที่ไม่ควรพูด