วิเคราะห์ข่าว
รัฐบาลมาเลเซียกับอินโฟแทคติค

นายอับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สอง ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์จากคนในพรรคอัมโนและพรรคพันธมิตรที่ทำให้ได้รับที่นั่งน้อยที่สุดในรอบยี่สิบปีในนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนมีนาคม 2551 ที่ผ่านมา รวมทั้งกระแสเรียกร้องให้เขาลาออกจากคนในพรรคอัมโนมากขึ้น ยังยืนยันเดินหน้าลุยต่อ พร้อมกับรับตำแหน่งรัฐมนตรีคลังควบไปด้วยเช่นเดิม

คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของมาเลเซียภายใต้การนำของอับดุลเลาะห์ ที่หลายคนบอกว่า ลดขนาดลงมาก แต่ถ้าคนไทยดูแล้วคงตกใจ เพราะที่ว่าลดขนาดลงเกือบครึ่งของคณะรัฐมนตรีชุดก่อน ยังมีจำนวนทั้งหมด 68 คน เป็นรัฐมนตรีว่าการ 32 คน และรัฐมนตรีช่วยว่าการ 36 คน โดยมีเพียง 17 คนเท่านั้นที่มาจากรัฐบาลชุดก่อน และในจำนวน 17 คนนี้ มีเพียง 5 คนที่ยังรั้งตำแหน่งเดิมได้อยู่

รัฐธรรมนูญไทยกำหนดให้รัฐบาลมีรัฐมนตรีได้ไม่เกิน 35 คน รวมกับนายกรัฐมนตรีอีกคนเป็น 36 คน นักการเมืองซีกรัฐบาลเมื่อเห็นจำนวนรัฐมนตรีของรัฐบาลมาเลเซีย คงชอบใจและอาจเรียกร้องให้มีการปรับจำนวนรัฐมนตรีเป็นแบบของมาเลเซียก็ได้ เพื่อตนเองจะได้มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีกับเขาบ้าง

การที่รัฐบาลมาเลเซียมีรัฐมนตรีจำนวนมาก เพราะเป็นรัฐบาลพันธมิตรประกอบด้วยหลายพรรค ทั้งพรรคคนมาเลย์ คนจีน คนอินเดีย ชนกลุ่มน้อยจากซาบาห์ ซาราวัค ดังนั้น จึงต้องจัดสรรตำแหน่งให้ถ้วนหน้ากันเพื่อให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งเช่นกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

อับดุลเลาะห์ถือโอกาสนี้ปรับเอารัฐมนตรีประเภทขิงแก่ ที่ผูกขาดตำแหน่งรัฐมนตรีมาหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะในพรรคอัมโน ซึ่งเป็นพรรคแกนหลักของรัฐบาลผสม ก็เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาบ้าง เพราะพวกขิงแก่เหล่านี้ยึดตำแหน่งรัฐมนตรีสลับสับเปลี่ยนกันไปตั้งแต่หนุ่มจนแก่ แม้จะเสี่ยงต่อการที่พวกขิงแก่ไม่พอใจและหาทางบ่อนทำลายสถานะของอับดุลเลาะห์ แต่เขาจำเป็นต้องเอาคนหนุ่มไฟแรงเข้ามาช่วยพัฒนาชาติด้วย

การบริหารประเทศของอับดุลเลาะห์ครั้งนี้คงไม่ราบรื่น โดยเฉพาะจากการบ่อนทำลายของคนในพรรคอัมโนด้วยกันเอง ที่อยากขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเช่นกัน ขณะเดียวกัน ดร.มหาเดร์ อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นคนแต่งตั้งอับดุลเลาะห์ให้สืบทอดตำแหน่งแทน แต่กลายเป็นสัตรูทางการเมืองกันในภายหลัง ได้ประกาศเปิดเผยท่าทีว่าพร้อมจะล้มอับดุลเลาะห์ในข้อหาที่ทำให้พรรคอัมโนตกต่ำที่สุด และประกาศหนุนเต็งกู ราซาเลห์ ฮัมซาห์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน

พอเริ่มบริหารประเทศไม่เท่าไร มีข่าวว่า รัฐบาลใหม่มาเลเซียมีแนวคิดที่จะออกกฎหมายหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้ ส.ส.ย้ายพรรค เพราะมีข่าวว่า ส.ส.พรรคอัมโน บางคนคิดจะย้ายพรรคไปยังสังกัดพรรคยุติธรรมของนายอันวาร์ อับราฮิม ที่กำลังมาแรง หาก ส.ส.พรรคอัมโน จำนวนมากย้ายออกจากพรรคและไปสังกัดพรรคยุติธรรมของนายอันวาร์ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมาทางการเมืองกัน อาจทำให้พรรคอัมโนเหลือ ส.ส.น้อยลงกว่าเดิม และเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลปัจจุบัน

นอกจากนั้น มีข่าวว่า อับดุลเลาะห์เริ่มมีข้อขัดแย้งกับพระราชาธิบดีและสุลต่านแห่งรัฐ ในการแต่งตั้งมุขมนตรีบางรัฐเช่น ตรังกานู แต่พระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันซึ่งเป็นสุลต่านแห่งรัฐตรังกานูไม่เห็นด้วยกับบุคคลที่อับดุลเลาะห์เสนอ แต่ใช้อำนาจแต่งตั้งมุขมนตรีคนเดิมให้เป็นต่อ ก่อนหน้านั้นก็มีกรณีคล้ายกันนี้ที่สุลต่านรัฐหนึ่งไม่ยอมแต่งตั้งคนที่นายกรัฐมนตรีเสนอเป็นมุขมนตรี

เป็นที่น่าสนใจไม่น้อยเมื่ออับดุลเลาะห์ออกมาประกาศยอมรับถึงความพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่ผ่านมาที่ทำให้ได้ ส.ส.น้อยลง โดยอ้างว่า พรรคอัมโนให้ความสำคัญกับสื่ออีเล็คโทรนิคผ่านอินเตอร์เน็ตน้อย ทำให้พรรคฝ่ายค้านเข้าไปยึดกุมและหาเสียงผ่านสื่ออีเล็คโทรนิคจนได้คะแนนเพิ่มขึ้น ไม่น่าเชื่อว่า รัฐบาลมาเลเซียซึ่งพัฒนาระบบ ไอ.ที.ก้าวหน้าจนสร้างเมืองปุตราจายา เหมือนกับซิลิคอน แวลลีย์ของสหรัฐ กลับละเลยความสำคัญของสื่ออีเล็คโทรนิคในการหาเสียง

ในมาเลเซีย สื่อสิ่งพิมพ์มีไม่มากเช่นของไทย หนังสือพิมพ์ที่รายงานข่าวการบ้านการเมืองมีฉบับภาษามาเลย์ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีนและภาษาอินเดีย ไม่กี่ฉบับ หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่กล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนักเพราะต้องต่ออายุทุกปี ซึ่งคงไม่มีเจ้าของสื่อคนไหนเสี่ยงที่จะถูกไม่ต่อใบอนุญาต อีกทั้งนักการเมืองภาครัฐบาลก็มีหุ้นอยู่ในสื่อสิ่งพิมพ์ ทำให้รัฐบาลสามารถคุมสื่อสิ่งพิมพ์ได้ไม่มากก็น้อย สื่อวิทย โทรทัศน์ต่างก็เป็นของรัฐบาลทั้งสิ้น แต่สื่ออีเล็คโทรนิคนั้นไม่มีใครควบคุมได้ แม้รัฐบาลอาจควบคุมเจ้าของเว็บ หรือผู้ให้บริการได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถควบคุมการโพสต์แสดงความเห็นผ่านสื่อนี้ได้ ดังนั้น ฝ่ายค้านซึ่งเสียเปรียบด้านสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ จึงหันมาระดมหาเสียงผ่านสื่อนี้ รวมทั้งผ่าน เอส.เอ็ม.เอส.ทางโทรศัพท์มือถือ

อับดุลเลาะห์น่าจะส่งทีมงานจากพรรคอัมโนมาเรียนรู้จากพรรครัฐบาลไทย ในการใช้สื่ออีเล็คโทรนิคหาเสียงเลือกตั้ง และทำสงครามข่าวสารต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะต้องมาเรียนรู้วิธีการเล่นแร่แปรธาตุกับข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์ของตนและทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ที่นายอัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ นักวิชาการอเมริกันได้เขียนไว้ เกี่ยวกับอินโฟแทคติค และเมต้าแทคติค ซึ่งเป็นเทคนิคในการดัดแปลง บิดเบือน และจัดการกับข้อมูล นักการเมืองคนไหนไม่รู้จักเล่นแร่แปรธาตุข้อมูลข่าวสาร นักการเมืองคนนั้นรจะกลายเป็นเด็กอนุบาลทันที