|
|
|
สื่ออีเล็คโทรนิกส์กับการบริการประชาชน |
|
|
|
ในขณะที่โลกได้พัฒนาเทคโนโลยีด้านข้อมูลข่าวสารไปไกลมาก จนทำให้โลกนี้กลายเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่คนในหมู่บ้านรู้จักกันดี ติดต่อกันได้ตลอดเวลา อะไรที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านนี้สามารถรู้กันได้หมด เพราะประชาชนมีเครื่องคอมพิวเตอร์ มีอินเตอร์เน็ต สามารถเข้าถึงข้อมูล ติดต่อพูดคุยกันได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก หน่วยงานภาครัฐและเอกชนสามารถติดต่อส่งข้อมูลข่าวสารและบริการถึงกันได้ตลอดเวลา หน่วยงานในองค์กรภาครัฐติดต่อเชื่อมโยงข้อมูลและประสานงานกันได้อย่างใกล้ชิด รวดเร็ว ผ่านเครือข่ายภายใน รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการติดต่อ รับบริการจากหน่วยงานภาครัฐ ขณะที่ประชาชนสามารถส่งความเห็น ร้องเรียน เรื่องต่าง ๆ มายังหน่วยงานรัฐผ่านอินเตอร์เน็ตได้ ปัจจุบัน ถ้าใครหรือบ้านใครไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เรียกว่าตกยุคก็คงได้
องค์การสหประชาชาติได้เปิดเผยผลการสำรวจสถานการ์ อี-กัฟเวอร์นเม็นต์ หรือ ดิจิตอล กัฟเวอร์นเม็นต์ หรือออนไลน์ กัฟเวอร์นเม็นต์ ในปี 2551 ซึ่งเป็นสถานการณ์ของปี 2550โดยจัดลำดับประเทศในโลกที่มีความพร้อมด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านอีเล็คโทรนิคระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ความสะดวกแก่ประชาชนในการใช้บริการ โดยไม่ต้องเดินทางไปหลายแห่ง หรือไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปติดต่อกับภาครัฐ ให้เป็นภาระแก่ประชาชนน้อยที่สุด ประชาชนสามารถร้องเรียน สอบถาม สมัครงานผ่านอินเตอร์เน็ตได้ ประชาชนโอนย้ายเงิน เช่น จ่ายภาษีผ่านอินเตอร์เน็ต หรือลงคะแนน ออกเสียง รณรงค์หาเสียงผ่านอินเตอร์เน็ต
สหประชาชาติได้ทำการสำรวจเช่นนี้มาเป็นครั้งที่ 4 แล้ว โดยใช้ตัววัด 4 ตัวหลัก คือ ดัชนีด้านโทรคมนาคม ด้านทุนของคน การบริการข้อมูล เว็บของผู้นำประเทศและรัฐบาล และดัชนีการมีส่วนร่วมของประชาชน สำหรับผลการสำรวจปีนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศที่อยู่ใน 35 ลำดับแรกไม่มีประเทศจากทวีปแอฟริกา คาริบเบียน อเมริกากลาง เอเชียกลาง อเมริกาใต้และเอเชียใต้รวมอยู่ด้วยเลย ประเทศที่อยู่ใน 35 อันดับแรก เป็นกลุ่มประเทศยุโรปเหนือเป็นสำคัญ
ปีนี้ สวีเดนแซงหน้าสหรัฐขึ้นเป็นอันดับหนึ่งสำหรับประเทศที่มีธรรมาภิบาลดีที่สุด สำหรับประเทศ 10 อันดับแรก คือ สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ สหรัฐ เนเธอแลนด์ เกาหลีใต้ แคนาดา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ประเทศยุโรปตะวันตกอื่น ๆ ก็อยู่ในลำดับต้น ๆ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ (12) ลักเซมเบอร์ก (14) ฟินแลนด์ (15) ออสเตรีย (16) เบลเยี่ยม (24) ส่วนประเทศยุโรปตะวันออกก็อยู่ใน 35 ลำดับแรก อาทิ เช็ค (25) สโลเวเนีย (26) ลิทัวเนีย (28) ฮังการี (30) โปแลนด์ (33) นิวซีแลนด์ซึ่งถือว่าเป็นฝรั่งในโอเชียนเนียติดลำดับ 18
ส่วนประเทศเอเชียที่แทรกเข้ามาอยู่ใน 35 ลำดับแรก คือ เกาหลีใต้ (6) ญี่ปุ่น (11) สิงคโปร์ (23) มาเลเซีย (34) ส่วนอินเดียซึ่งมีชื่อว่ามีความก้าวหน้าด้านซอฟแวร์และสื่ออีเล็คโทรนิคมากที่สุด อยู่ในลำดับที่ 87 ตกมา 26 ที่ในรอบ 3 ปี ในขณะที่ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา มัลดีฟ หรือแม้แต่อิหร่าน ลำดับก็ดีขึ้นแม้ว่าจะอยู่ในลำดับต่ำกว่าอินเดียก็ตาม เวียดนามคะแนนดีขึ้นอยู่ลำดับ 91 ส่วนไทยคะแนนตกลงแม้จะอยู่ในลำดับ 62 ก็ตาม
ส่วนประเทศอาเซียน ปรากฎว่าสิงคโปร์มาเป็นอันดับหนึ่งเช่นเคย ตามด้วยมาเลเซีย ไทยเป็นอันดับสาม ต่อไปเป็นฟิลิปปินส์ บรูไน เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชา พม่า ติมอร์เลสเต้ และลาว ถือว่าไทยอยู่ในลำดับต้น ๆ ของกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งนับว่าไม่เลว
สำหรับประเทศไทยนั้นถูกจัดไว้ในอันดับที่ 64 จาก 192 ประเทศ คะแนนภาพรวมได้เกินค่าเฉลี่ยนิดหน่อย และดีขึ้นกว่าเก่า แต่ลำดับลดลงจากปีที่แล้วเกือบ 20 อันดับคือ จากลำดับที่ 46 มาอยู่ที่ลำดับ 64 คะแนนสามด้านดีขึ้น แต่ที่มีปัญหาน่าจะเป็นคะแนนการมีส่วนรวมของภาคประชาชน ทั้งที่คนไทยมีคอมพิวเตอร์และใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น จนกลายเป็นว่า อินเตอร์เน็ตเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนเมือง ในทุกชุมชนมีอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ คนหนุ่มสาวทั้งที่กำลังศึกษาและทำงานแล้วต่างแสวงหาเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ทำไมใช้ติดต่อกับทางราชการน้อยมาก ทั้งที่ความจริงคนเมืองติดต่อกับทางราชการผ่านสื่ออีเล็คโทรนิกส์มากขึ้น มีการเสียภาษีผ่านอินเตอร์เน็ต สมัครงาน ประมูลงาน ผ่านอินเตอร์เน็ต ฯลฯ แต่ทำไมคะแนนถึงต่ำลง สถิตินี้ ผู้สำรวจคิดจากสัดส่วนของคนที่มีคอมพิวเตอร์ มีโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งความเร็วต่ำและความเร็วสูง เท่านั้น ไม่ได้คิดจากจำนวนประชากรทั้งประเทศ
หรือว่า คนไทยเราใช้คอมพิวเตอร์เล่นเกมมากกว่า ไปอินเตอร์เน็ตคาเฟ่เพื่อเล่นเกม เพื่อดูเว็บโป๊ ใช้เพื่อแชตกับสาว ๆ หนุ่ม ๆ หรือเล่นไฮไฟว์ จนเป็นเรื่องอื้อฉาว มีการหลอกลวงกันมากมาย ฯลฯ คนไทยมีอินเตอร์เน็ตมากขึ้นแต่ใช้เพื่อส่วนตัวมากกว่าใช้ในการติดต่อกับทางราชการ หรือคนไทยยังไม่ค่อยไว้ใจเครื่องมือเทคนิค แต่ชอบฝ่าการจราจรคับคั่งไปพบกับเจ้าหน้าที่รัฐแบบคุยกันตัวต่อตัวมากกว่าคุยผ่านสื่ออีเล็คโทรนิกส์
|
|
|
|