วิเคราะห์ข่าว
ความคาดหวังของคนไต้หวันต่อนายหม่าอิ้นเจี่ยว

ชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของนายหม่าอิ้นเจี่ยว หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2551 ทำให้ตลาดหุ้นและตลาดเงินของไต้หวันคึกคัก เพราะนายหม่าเป็นคนที่มีนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนแรงระหว่างที่ประธานาธิบดีเฉินสุยเปี่ยนดำรงตำแหน่ง ทันทีที่ได้รับชัยชนะ นายหม่าได้ประกาศที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองกับจีนทันที และพร้อมจะทำข้อตกลงสันติภาพกับจีน แต่มีเงื่อนไขว่าให้จีนถอนจรวดที่ตั้งอยู่ชายฝั่งหันหน้ามายังเกาะไต้หวันเสียก่อน

ฐานะของนายหม่าค่อนข้างมั่นคง เพราะพรรคก๊กมินตั๋งชนะการเลือกตั้งทั่วไปและครองเสียง 2 ใน 3 ในสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น การเดินงานทางการเมืองโดยเฉพาะการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีนไม่น่าจะมีอุปสรรคมากนัก แต่นายหม่าก็ต้องเดินเกมอย่างระมัดระวังไม่ให้คนไต้หวันเกิดความรู้สึกว่า เขากำลังขายไต้หวันให้กับแผ่นดินใหญ่จีน

ความจริง นายหม่าอิ้นเจี่ยว กับนายเฉินสุยเปี่ยน ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งจะพ้นตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม 2551 เคยแข่งขันในการเลือกตั้งมาก่อน แต่เป็นการเลือกตั้งผู้ว่าเมืองไทเป ครั้งนั้น นายหม่าเอาชนะนายเฉินอย่างงดงาม แต่เมื่อนายเฉินมาสมัครประธานาธิบดี ปรากฎว่าสามารถเอาชนะคู่แข่งจากพรรคก๊กมินตั๋งได้ เพราะผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งเกิดแตกกันเอง จึงมีคนลงสมัคร 2 คน ทำให้เสียงแตก นายเฉินจึงชนะได้อย่างสวยงาม ครั้งนี้ นายเฉินลงสมัครอีกไม่ได้เพราะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมา 2 วาระแล้ว จึงต้องส่งคนอื่นในพรรคลงแทน

การที่คนไต้หวันลงคะแนนให้นายหม่าเพราะไม่พอใจพรรคคู่แข่ง เนื่องจากมองว่า รัฐบาลนายเฉินสุยเปี่ยนมุ่งเน้นเรื่องการเมืองมากไป โดยเฉพาะคอยแหย่จีนว่าไต้หวันจะแยกออกมาจากจีน ไม่ค่อยสนใจปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจไต้หวันไม่เติบโตเท่าที่ควร อีกทั้งรัฐบาลนายเฉินมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการคอรัปชั่น หลังบ้านของนายเฉินก็ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนในการโยกย้ายตำแหน่งของข้าราชการ คนไต้หวัน สนใจนโยบายของหม่าที่จะปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศที่ จีดีพี.หยุดนิ่งมา 8 ปีแล้วให้ดีขึ้น เพราะปัญหาเศรษฐกิจเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดของคนไต้หวันขณะนี้ คนไต้หวันจึงเทคะแนนให้กับนายหม่าอย่างท่วมท้น ส่วนการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีนเป็นเรื่องรองลงมา แต่ก็เกี่ยวข้องกัน เพราะไต้หวันต้องส่งออกไปยังจีนให้มากที่สุดทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยเฉพาะสินค้าอีเล็คโทรนิคที่ไต้หวันครองโลก หลายฝ่ายในไต้หวันพูดถึง “ตลาดร่วม” จีน-ไต้หวัน และการเจรจาเขตเสรีทางการค้าระหว่างไต้หวัน-จีน ดังนั้น นายหม่าต้องทำเศรษฐกิจไต้หวันให้ดีขึ้นตามความคาดหวังของคนไต้หวัน

ผู้นำจีนและไต้หวันก็คือคนจีนเหมือนกัน คนจีนที่เกิดมาพร้อมกับทักษะของการค้าขาย ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันและจีนจึงเป็นเรื่องของธุรกิจเป็นหลัก เพราะปัจจุบัน การค้าและการลงทุนระหว่างไต้หวันกับจีนมีมูลค่าแต่ละปีนับแสนดอลลาร์สหรัฐ คนไต้หวันมองว่า การค้าขายกับจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่และคนมีเงิน จะทำให้คนไต้หวันมีเงินมากขึ้น

แม้คนไต้หวันให้ความคาดหวังกับนายหม่าว่าจะทำให้เศรษฐกิจไต้หวันดีขึ้น เปิดการค้าและการลงทุนโดยตรงกับจีน แต่ในทางการเมือง คนไต้หวันต้องการสภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบัน คือ เป็นประเทศหนึ่งต่างหากจากจีน ดังนั้น เส้นทางเดินของนายหม่าในอนาคตจึงไม่ง่ายนักในการรักษาความพอดีระหว่างความสัมพันธ์กับจีนกับสภาพทางการเมืองของไต้หวันที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับจีน เป็น “เรื่องภายในครอบครัว” ที่วันหนึ่ง สองจีนนี้จะสามารถหาจุดพบกันได้อย่างเหมาะสม เพราะต่างก็เป็นคนจีน ลูกหลานขงจื๊อ ขงเบ้งเหมือนกัน ที่มองตาก็รู้ใจ และรู้เท่าทันกุศโลบายของแต่ละฝ่าย ผู้นำไต้หวันคนใหม่คงไม่ใช้นโยบายท้าทายจีน ซึ่งจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน นายหม่าคงไม่กล้าประกาศตัวเป็นเอกราช อีกทั้งสหรัฐเองก็ไม่สนับสนุนให้ไต้หวันแยกตนเป็นเอกราชจากจีน แต่จะใช้ไต้หวันยั่วยุจีนและหลอกขายอาวุธให้ไต้หวันไปเรื่อย ๆ เช่นนี้

คนจีนสองฝั่งเริ่มติดต่อกันตั้งแต่ปี 2530 รัฐบาลไต้หวันเริ่มอนุญาตให้คนไต้หวันเดินทางไปเยี่ยมญาติบนแผ่นดินใหญ่ได้ หลังจากนั้น สองฝ่ายเริ่มขยายความสัมพันธ์ด้านการค้าและเศรษฐกิจระหว่างกันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อปลายปี 2543 การค้าโดยผ่านประเทศที่สามมีมูลค่าหลายแสนดอลลาร์สหรัฐต่อปีและเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนการลงทุนของไต้หวันบนแผ่นดินใหญ่จีนเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน นักธุรกิจไต้หวันจำนวนหลายหมื่นคนไปทำธุรกิจในจีน มีโรงงานไต้หวันหลายพันโรง สร้างงานอย่างน้อย 3 ล้านงานให้กับจีน มีคนไต้หวันหลายหมื่นคนเดินทางไปเยือนจีนทั้งท่องเที่ยวและเยี่ยมญาติ ประชาชนสองฝั่งติดต่อกันทางจดหมายหลายสิบล้านฉบับ

กว่าจะถึงวันนี้ พรรคก๊กมินตั๋งได้ค่อย ๆ ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีนมาโดยตลอดหลังจากที่พรรคก๊กมินตั๋งพ่ายแพ้ทางการเมืองให้กับนายเฉินสุยเปี่ยน นักการเมืองระดับนำฝ่ายค้านของไต้หวัน รวมทั้งนายหม่า เยือนจีนหลายครั้งตั้งแต่ปี 2548 เพื่อสร้างความปรองดองระหว่างคนจีนสองฝั่ง ลดการเผชิญหน้าที่นายเฉินมักเพิ่มอุณหภูมิการเมืองกับจีนอยู่เสมอ

นี่คือการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเมืองภายในหรือการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่มีมิตรหรือสัตรูที่ถาวร ขึ้นกับผลประโยชน์ของชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ใครจะคิดว่าพรรคก๊กมินตั๋งซึ่งเป็นสัตรูกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนมากว่า 70 ปี จะหันหน้ามาจับมือกัน เพราะสถานการณ์โลกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว วันหนึ่ง เราคงเห็นความสัมพันธ์สองฝั่งทะเลระหว่างจีนกับไต้หวันดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนี่คือปัญหาภายในครอบครัวของคนจีนด้วยกันเอง