วิเคราะห์ข่าว
ตลาดข้าวโลกปี 2551

ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจและพืชการเมือง ข้าวอาจส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและลบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลของประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่บริโภคข้าวได้ ดังนั้น รัฐบาลประเทศเหล่านี้จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ข้าวขาดแคลน และไม่ให้มีราคาสูงเกินไปจนทำให้ผู้บริโภคเดือดร้อน ปีนี้ รัฐบาลอินโดนีและฟิลิปปินส์ค่อนข้างห่วงกังวลในปัญหาข้าวมาก จนต้องประสานขอร้องกับรัฐบาลไทยขอให้กันข้าวไว้ให้ตนด้วยในฐานะเพื่อนอาเซียนด้วยกัน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนข้าวและข้าวมีราคาสูงเกินไปในปีนี้ เพราะรัฐบาลมีปัญหาต้องแก้ไขหลายอย่างอยู่แล้ว ถ้าเจอปัญหาข้าวเข้าอีก เสถียรภาพของรัฐบาลก็คลอนแคลนได้

จากสถิติฤดูกาลผลิต 2545/2546 พบว่า ประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก คือ คือ จีน ร้อยละ 38.6 ของผลผลิตทั่วโลก อินเดีย 24.5 อินโดนีเซีย 9.5 บังคลาเทศ เวียดนาม ไทย พม่า แม้จีนและอินเดียจะผลิตข้าวได้มากลำดับต้น ๆ แต่ต้องใช้เลี้ยงประชากรของตน 1,300 และ 1,100 ล้านคน ส่วนประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ที่มีข้าวเหลือจากการบริโภคภายในประเทศและส่งออกได้มากที่สุดตามลำดับ กลายเป็น ไทยซึ่งผลิตข้าวได้เพียงร้อยละ 4.2 ของผลผลิตโลก แต่ส่งออกเป็นอันดับ 1 ครองส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 26 เวียดนาม มีผลผลิตร้อยละ 5 แต่ส่งออกถึงร้อยละ 15 อินเดีย มีผลผลิตมากร้อยละ 22 แต่ครองตลาดส่งออกเพียงร้อยละ 10 สหรัฐมีผลผลิตเพียงร้อยละ 1 แต่ส่งออกถึงร้อยละ 11 (สถิติปี 2528-2544) ส่วนประเทศที่นำเข้าข้าวมากที่สุด จากสถิติที่ค้นได้ คือ ปี 2542 อินโดนีเซียซึ่งมีผลผลิตร้อยละ 8.5 แต่นำเข้าถึงร้อยละ 13.5 ของการนำเข้าทั่วโลก บังคลาเทศผลิตได้ร้อยละ 3.4 นำเข้าร้อยละ 4.5 บราซิลผลิตข้าวได้เพียงร้อยละ 1.7 ของโลก แต่นำเข้าข้าวร้อยละ 3.4 จีนผลิตข้าวได้มากที่สุดในโลกคิดเป็นร้อยละ 36 ของผลผลิตทั่วโลก แต่ไม่มีเหลือส่งออกเพราะต้องเลี้ยงประชากร 1,300 ล้านคน ซ้ำยังต้องนำเข้าอีกร้อยละ 1

ผลผลิตข้าวสารของโลกฤดู 2550/2551 คาดว่าจะได้ประมาณ 420.8 ล้านตัน เพิ่มจากฤดูก่อนร้อยละ 4.3 ส่วนความต้องการข้าวสารทั่วโลกมีประมาณ 424.5 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 5.5 ล้านตัน การส่งออกปีนี้คาดว่าจะมีเกือบ 30 ล้านตันเท่ากับปีก่อน สต็อคข้าวทั่วโลกละลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เหลือเพียง 72 ล้านตันเท่านั้น น้อยกว่าฤดู 2549/2550 ประมาณ 3.7 ล้านตัน ซึ่งถือว่าสต็อคข้าวต่ำสุดตั้งแต่ปี 2526/2527 สต็อคข้าวของสหรัฐปี 2550/2551 คิดเป็นร้อยละ 16.9 ของปริมาณข้าวที่ผลิตได้ ลดจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 18.1 ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 30 ปี สต็อคของเวียดนามปีนี้คาดว่ามีเพียงประมาณ 1.2 ล้านตัน

ไทยผลิตข้าวได้ปีละประมาณ 29 ล้านตันข้าวเปลือก เมื่อเอามาสีเป็นข้าวเจ้า จะเหลือประมาณ 18 ล้านตัน โดยใช้บริโภคในประเทศประมาณ 11 ล้านตัน ที่เหลือส่งออกจนกลายเป็นแชมป์ส่งออกต่อเนื่องมาหลายปี ปี 2550 ไทยส่งออกได้สูงถึง 9.4 ล้านตัน มากกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ที่ 8.5 ล้านตัน สำหรับปี 2551 คาดว่าจะส่งออกได้มากขึ้นกว่าที่ตั้งเป้าไว้เพราะผู้ส่งออกรายใหญ่อื่นเช่น อินเดีย เวียดนาม มีปัญหา เฉพาะเดือนมกราคม 2551 เดือนเดียว ไทยส่งออกข้าวได้ถึง 8 แสนตัน เพิ่มจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 25 เพราะความต้องการของตลาดโลกสูงขึ้น ในขณะที่ผลผลิตข้าวมีปริมาณน้อยลง

ปี 2550 ทางการไทยตั้งเป้าส่งออกไว้ที่ 8.5 ล้าน เพิ่มจากปี 2549 ร้อยละ 16.4 แต่ส่งออกได้จริงถึง 9.4 ล้านตัน สำหรับปี 2551 ไทยตั้งเป้าส่งออกไว้ที่ 8.7 ล้านตัน แต่คาดว่าจะส่งออกทะลุ 9 ล้านตัน ลูกค้าปีนี้ที่ลงนามกันแล้วคือ อินโดนีเซีย ปีที่แล้ว อินโดนีเซียนำเข้าข้าวจากไทย 2.2 ล้านตัน มากกว่าปี 2549 ซึ่งนำเข้าเพียง 6 แสนตัน สำหรับปี 2551 อินโดนีเซียคงนำเข้าเพิ่มขึ้นจากปี 2551

อย่างไรก็ตาม ไทยซึ่งเป็นประเทศส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก มองไปที่ตลาดจีนมากกว่า เพราะจีนมีประชากรเป็นจำนวนมาก ในแต่ละปี ไทยส่งออกข้าวไปจีนปีละ 6-7 แสนตัน ครึ่งหนึ่งที่ส่งออกเป็นข้าวหอมมะลิซึ่งคนจีนชอบมาก

รัฐบาลกัมพูชาแสดงความกังวลว่า ปีนี้ จะขาดแคลนข้าวภายในประเทศเพราะมีพ่อค้าไทยและเวียดนามมากว้านซื้อข้าวจากกัมพูชา ซึ่งราคาถูกกว่าและเอาไปขายต่อ ทางการกัมพูชาห้ามชาวนาไม่ให้ขายให้พ่อค้าจากไทยและเวียดนามไม่ได้ ส่วนฟิลิปปินส์ได้ซื้อข้าวจากไทยและเวียดนามแล้ว 3.3 แสนตัน ญี่ปุ่นกำลังเปิดประมูลข้าว 3,180 ตันเพราะฤดูเพาะปลูกที่ผ่านมาได้ผลไม่ดีเลย แม้รัฐบาลต้องช่วยเหลือชาวนาภายในประเทศ แต่ปีนี้ก็จำเป็นต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศเช่นกัน มาเลเซียนำเข้าข้าวจากไทยปีที่แล้ว 5.6 แสนตัน ปีนี้คงไม่น้อยกว่าปีที่แล้ว บังคลาเทศนำเข้าข้าวจากพม่า 3 แสนตัน ส่วนออสเตรเลียนั้น ผลผลิตข้าวฤดูนี้ลดลงกว่าร้อยละ 90 เพราะเจอภัยแล้ง

ราคาข้าวในประเทศไทยสูงขึ้นมากในปี 2551 ราคาข้าวเปลือกเจ้านาปรังเมื่อมีนาคม 2550 อยู่ที่ 6,450 บาทต่อตัน ล่าสุดเมื่อ 17 มีนาคม 2551 ราคาอยู่ที่ 9,900-10,500 บาทต่อตัน ราคาข้าวขาว 100% ส่งออกเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2551 อยู่ที่ตันละ 466 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อ 14 มีนาคม 2551 ราคาเพิ่มเป็น 504 ดอลลาร์ ราคาข้าวส่งออกพุ่งจาก 3 เดือนที่ผ่านมาถึงร้อยละ 30 และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก เพราะทางการอินเดียเข้มงวดเรื่องส่งออกข้าวในปีนี้ เกรงว่าจะมีไม่พอบริโภคภายในประเทศ ส่วนข้าวในเวียดนามยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยว และเวียดนามก็มีปัญหาด้านการผลิตในฤดูที่แล้ว

ชาวนาบางคนรายบอกว่า ในชั่วชีวิตที่ทำนามาไม่เคยเห็นข้าวมีราคาสูงเช่นปีนี้เลย แน่นอนชาวนาย่อมได้รับอานุสงฆ์จากการนี้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ได้มากได้น้อยเป็นอีกเรื่อง ถ้าถามว่า แล้วชาวนาจะรวยขึ้นไหม หรือปลดหนี้ได้หรือไม่ บางคนบอกว่าไม่รวยขึ้น ที่เป็นหนี้ก็บอกว่ายังเป็นหนี้ต่อไป เพราะราคาข้าวสูงขึ้นก็จริง แต่ราคาปุ๋ยและยาฆ่าแมลงก็สูงขึ้นเป็นสองเท่า เงินที่ได้จากการขายข้าวต้องเอามาจ่ายเป็นค่าปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเกือบหมด อย่างไรก็ตาม ชาวนาบอกว่า ราคาข้าวที่สูงขึ้นก็ยังดีกว่าราคาต่ำ

เราเองเห็นว่า ราคาผลผลิตทางเกษตรทุกอย่างซึ่งไม่เฉพาะข้าวเท่านั้นที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลดีให้กับเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่รัฐบาลควรควบคุมราคาปุ๋ยที่แพงเกินจริงด้วย เพื่อให้เกษตรกรได้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และหาทางให้ผู้ผลิตกับผู้บริโภคอยู่ด้วยกันได้เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน

* กระทรวงเกษตรสหรัฐ คาดคะเนเบื้องต้นว่า ผลผลิตข้าวโลกปี 2550/2551 ประจำเดือนมี.ค51 จะมี 422.94 ล้านตันข้าวสาร (630.20 ล้านตันข้าวเปลือก) เพิ่มขึ้นจาก 418.24 ล้านตันข้าวสาร (623.00 ล้านตันข้าวเปลือก) ของปี 2549/50 ประมาณ 1.12% เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตของประเทศผู้บริโภคและส่งออกที่สำคัญของโลก เช่น บราซิล กัมพูชา จีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไนจีเรีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

* ส่วนบัญชีสมดุลข้าวโลก ปี 2550/51 เดือน มี.ค.51 ข้าวสารมี 422.94 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 418.24 ล้านตันของปี 2549/50 จำนวน 1.12% ใช้ในประเทศจะมี 422.53 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.60% จากปีที่ผ่านมา ส่งออก 29.38 ล้านตันขช้าวสาร ลดลง 0.10% จากปีที่ผ่านมา และสต็อกปลายปีคงเหลือ 75.17 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 0.55%