|
|
|
สหรัฐกับกรณีการสังหารเบนาซีร์ ภุตโต |
|
|
|
การที่นางเบนาซีร์ ภุตโต ถูกลอบสังหาร หลังจากที่สหรัฐพยายามประสานให้นายพลมูชาราฟ และนางเบเนซีร์ ปรองดองและแบ่งปันอำนาจกันไม่สำเร็จ ทำให้ประธานาธิบดีบุชโกรธพอสมควร และประกาศว่า การสังหารนางเบนาซีร์ ภุตโตจะไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยของปากีสถาน และฆาตกรจะต้องถูกนำตัวมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม และกล่าวหาว่ากลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งในปากีสถานเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำลายประชาธิปไตยในประเทศนี้
เจ้าหน้าที่ เอฟ.บี.ไอ.และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ อ้างว่า เว็บไซต์ของกลุ่มอิสลามเปิดเผยว่า อัล กออิดะอ้างความรับผิดชอบต่อการสังหารนางเบนาซีร์ ภุตโต โดยมีนายอัยมัน อัล ซาวาหะรี บุคคลสำคัญหมายเลข 2 เป็นผู้วางแผน แต่โฆษกของข่าวกรองแห่งชาติ ขณะนี้ ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อการสังหารดังกล่าว
ก่อนที่นางเบนาซีร์ ภุตโตถูกลอบสังหาร สหรัฐได้ส่งข่าวกรองให้นางเบนาซีร์อย่างต่อเนื่องว่านางตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหาร และแนะนำ รปภ.ส่วนตัวของนางให้กำหนดมาตรการ รปภ. เข้มงวดเป็นพิเศษในการออกไปปราศรัยหาเสียงตามที่ต่าง ๆ เจ้าหน้าที่การทูตอาวุโสของสหรัฐได้พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคประชาชนปากีสถานที่นางเบนาซีร์เป็นหัวหน้าพรรค เกี่ยวกับการ รปภ.หลังจากที่มีระเบิดพลีชีพต้อนรับนางเมื่อ 18 ตุลาคม 2550 ที่ทำให้คนตายกว่าร้อยคน หน่วยข่าว ซี.ไอ.เอ.ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับทางการปากีสถานตลอดเวลาโดยแจ้งให้ทราบถึงภัยคุกคามจากผู้สนับสนุนกลุ่มตอลิบันและอัล กออิดะ แต่ทางการปากีสถานและพรรคการเมืองของนางไม่ค่อยนำไปใช้ประโยชน์นัก
สหรัฐถูกกล่าวหาว่า ไม่ให้ความสนใจช่วยเหลือ รปภ.นางเบนาซีร์ ดังนั้น สหรัฐจึงต้องออกมาชี้แจงและอ้างา ทีมงานของนางเบนาซีร์ไม่ค่อยสนใจคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สหรัฐ รวมทั้งการจ้าง รปภ.เอกชนมาดูแลความปลอดภัยของนาง ในขณะที่ฝ่าย รปภ.ของนางเบนาซีร์แก้ตัวว่า ที่ไม่จ้าง รปภ.เอกชนของปากีสถาน เพราะเกรงว่า อาจมีกลุ่มหัวรุนแรงแฝงตัวเข้ามาก็ได้
ผลประโยชน์ของสหรัฐในปากีสถาน คือ อะไร? ผลประโยชน์ของสหรัฐแตกต่างไปตามห้วงเวลา ในช่วงสงครามเย็น ปากีสถานใกล้ชิดกับจีนมาก ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายจึงค่อนข้างห่างเหินในขณะที่สหรัฐพยายามเข้าหาอินเดียเพื่อต่อต้านจีนและรัสเซีย แต่เมื่อสหภาพโซเวียดรุกรานอัฟกานิสถาน สหรัฐได้เข้าหาปากีสถานซึ่งสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายในการต่อสู้ขับไล่โซเวียดออกจากอัฟกานิสถาน ต่อมา หลังจากที่สหรัฐถูกโจมตีใจกลางประเทศเมื่อ 11 กันยายน 2544 สหรัฐให้ความสนใจปากีสถานในฐานะพันธมิตรสำคัญในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน อีกทั้งกลุ่มอัล กออิดะและตอลิบันที่เป็นสัตรูสำคัญของสหรัฐได้หลบหนีมาใช้ดินแดนตอนเหนือของปากีสถานที่ติดต่อกับอัฟกานิสถานเป็นฐานโจมตีทหารสหประชาชาติในอัฟกานิสถาน ทำให้ทหารสหรัฐและพันธมิตรได้รับความสูญเสีย
เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 สหรัฐซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากปากีสถานในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายอัล กออิดะ ได้ให้ความช่วยเหลือปากีสถานถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็น 2,400 ล้านดอลลาร์ช่วยด้านเศรษฐกิจ การปฏิรูปการศึกษา การฝึกครู ปรับปรุงโรงเรียน ให้ทุนการศึกษา ช่วยเหลือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และโครงการบริหารเพื่อความโปร่งใส ฯลฯ 1,900 ล้านดอลลาร์เป็นการช่วยเหลือด้านความมั่นคงในการต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย โดยการจัดหาเครื่องรับส่งวิทยุทางยุทธวิธี จรวด เฮลิคอปเตอร์ กล้องส่องเวลากลางคืน และการฝึกอบรมการต่อต้านการก่อการร้าย อีก 5,300 ล้านดอลลาร์ เป็นกองทุนสนับสนุนในการใช้จ่ายโครงการต่อต้านการก่อการร้าย
เมื่อเดือนมีนาคม 2550 รัฐบาลบุชได้อนุมัติเงินอีก 750 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือปากีสถานตามโครงการห้าปีว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจแลการศึกษา สำหรับชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่แถบพรมแดนติดต่อกับอัฟกานิสถาน
ถึงกระนั้นก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายบางครั้งก็ไม่ค่อยดีนัก โดยสหรัฐกล่าวหาว่า ประธานาธิบดีมูชาราฟไม่ยอมปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายอย่างจริงจัง ในขณะที่มูชาราฟต้องระมัดระวังตนที่อาจถูกกล่าวหาจากคนภายในประเทศว่าเป็นสมุนรับใช้สหรัฐ ดังนั้น เขาจึงต้องคอยชั่งน้ำหนักระหว่างการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรง กับการเมืองในประเทศ สหรัฐจึงนำนางเบนาซีร์เข้ามา เพื่อช่วยกันสู้กับลัทธิก่อการร้าย และใช้นางเบนาซีร์เป็นตัวแทนประชาธิปไตยในการปฏิรูปการเมืองในปากีสถานด้วย
สหรัฐมองว่า จนถึงขณะนี้ ประธานาธิบดีมูชาราฟยังเป็น ม้า ตัวที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในการต่อต้านการก่อการร้าย จึงยังไม่ต้องการหักหาญน้ำใจกับมูชาราฟเพราะยังหาตัวเลือกสำรองที่ดีที่สุดยังไม่ได้ ก่อนนี้ สหรัฐคิดว่า ถ้าพลาดจากมูชาราฟ ก็ยังมีเบนาซีร์อีกคน แต่วันนี้ สหรัฐไม่มีนางเบนาซีร์แล้ว ดังนั้น สหรัฐจำเป็นต้องพึ่งพามูชาราฟต่อไป
|
|
|
|