|
|
|
เท่าทันภัยความมั่นคงรอบโลก |
|
|
|
วันนี้ขอหลบความวุ่นวายของฤดูผสมพันธุ์ของกลุ่มคนพันธุ์พิเศษบ้านเราที่ไม่ยอมรอให้ถึงเดือน 12 เสียก่อน ไปตรวจสอบสถานการณ์ความมั่นคงตามที่ต่างๆ ของโลก ทั้งเรื่องการเมืองและการก่อการร้ายที่น่าจะเป็นบทเรียนให้กับเมืองไทยบ้างไม่มากก็น้อย
เริ่มจากพม่าหรือชื่อเป็นทางการว่าเมียนมาร์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดของไทย มีข่าวว่าผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติมีกำหนดการจะเยือนพม่าอีกครั้งหนึ่ง หลายคนมองว่าผู้นำทหารพม่าได้ปรับตัวเองให้ยืดหยุ่นขึ้นในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี พม่ามี จุดแข็ง ของตน นั่นคือ ประเทศต่างๆ ต้องการทรัพยากรธรรมชาติและวัตถุดิบที่พม่ามีอยู่มากมาย อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ไม้ แร่และอัญมณี อาหารทะเลที่ส่งออกทำรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก ในขณะที่ชาติตะวันตกห้ามการนำเข้าสินค้าจากพม่าและการลงทุนในพม่า แต่ก็ยังอนุญาตให้นำเข้าและลงทุนในกิจการพลังงานได้ เช่น สุภาษิตไทยที่ว่า เกลียดตัวกินไข่
ขณะเดียวกัน สหรัฐและสหภาพยุโรปที่กดดันจีนไม่สำเร็จ กำลังหันมากดดันอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีการค้าและการลงทุนอย่างใกล้ชิดกับพม่า เพราะฉะนั้น ไทยต้องเตรียมรับมือกับการกดดันดังกล่าว แต่คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะชาติตะวันตกเคยกดดันไทยมาแทบทุกครั้งที่ประเทศเหล่านั้นมีปัญหากับพม่า
ไปทางด้านตะวันออกของประเทศ เวียดนาม ได้ต้อนรับแขกคนสำคัญคือ นายกรัฐมนตรีจากเกาหลีเหนือที่มาเยือนเวียดนาม และเลยต่อไปยังมาเลเซีย แล้วย้อนกลับมาลาวและกัมพูชา นานๆ เราจะเห็นผู้นำเกาหลีเหนือเดินทางออกนอกประเทศสักครั้ง วิเคราะห์กันว่าเกาหลีเหนือน่าจะมองเวียดนามเป็นแบบอย่างของประเทศที่มีระบอบการเมืองเหมือนกัน แต่ใช้เศรษฐกิจการตลาดที่ทำให้ประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง โดยคุมการเมืองให้มีเสถียรภาพได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกาหลีเหนือต้องการ และมองมาเลเซียเป็นแบบอย่างของการพัฒนา ซึ่งแม้จะมีระบอบการเมืองแตกต่างกัน แต่เศรษฐกิจก้าวหน้า การเมืองมั่นคงตามสเปกของเกาหลีเหนือ นอกจากนั้น มีการวิเคราะห์ว่าการเยือนของนายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือครั้งนี้อาจเป็นการปูทางให้กับประธานาธิบดี คิมจองอิล มาเยือน ต่อไปก็ได้
มองมาเลเซียและเวียดนามแล้วหันมาดูประเทศไทยกลับหาคำตอบไม่เจอ เพราะ ไทยขณะนี้มีปัญหาด้านเศรษฐกิจไม่น้อย ขณะเดียวกัน การเมืองสองสามปีที่ผ่านมา ก็ไม่มีประสิทธิภาพ จนเพื่อนบ้านแซงหน้าทิ้งเราไปหมด ขณะนี้เราถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเหนือกว่าพม่า ลาว กัมพูชา ไม่ทราบว่าไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร ถ้านักการเมืองบ้านเรายังมองประโยชน์ส่วนตัวและส่วนกลุ่ม เหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ
ไกลไปอีกนิดที่ ฟิลิปปินส์ มีข่าวว่า ประธานาธิบดี อาร์โรโย ซึ่งเคยเป็นรองประธานาธิบดีสมัยนายเอสตราดาเป็นประธานาธิบดีมาก่อน นิรโทษกรรมให้อดีตประธานาธิบดีเอสตราดาที่ถูกศาลตัดสินให้จำคุกหัวโตในข้อหาคอร์รัปชัน มีการวิเคราะห์กันว่าคะแนนนิยมของนางอาร์โรโยตกลงไปทุกที นางจึงไม่อยากมีปัญหากับกลุ่มชนรากหญ้าที่ยังสนับสนุนนายเอสตราดาอีก
ย้อนกลับมาคิดถึงเมืองไทยเราก็มีอดีตผู้นำที่ขณะนี้เจอพิษการเมืองต้องเร่ร่อน เป็นเจ้าไม่มีศาลอยู่ในต่างประเทศ และเจอข้อหาคอร์รัปชันหลายคดีที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม นักการเมืองไทยกับนักการเมืองฟิลิปปินส์ก็คล้ายๆ กันที่ไม่ฆ่ากัน เพราะฉะนั้นในอนาคตคนไทยอาจเห็นการเมืองไทยคล้ายกับฟิลิปปินส์ก็ได้ โดยเฉพาะการนิรโทษกรรมบุคคลที่อยู่ในขบวนการ 111
การก่อการร้ายเป็นเรื่องที่คนไทยต้องสนใจติดตาม เพราะเรามีปัญหาการก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศ ที่ฟิลิปปินส์มีการลอบวางระเบิดช่วงเวลากลางวันที่ห้างสรรพสินค้าย่านมากาติ ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์การค้าและแหล่งธุรกิจสำคัญ ของประเทศ ทำให้คนตายและบาดเจ็บ ไปหลายสิบคน หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นฝีมือ ของกลุ่มมุสลิมแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้ของประเทศที่เคยมีประวัติวางระเบิดในตัวเมืองฟิลิปปินส์มาแล้วหลายครั้ง
ไทยก็มีปัญหาขบวนการแบ่งแยกดินแดนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือ และส่วนใหญ่เป็นการก่อการร้ายในตัวเมือง ซ้ำยังเคยข้ามจังหวัดไปวางระเบิดที่สนามบินหาดใหญ่มาก่อนแล้ว พื้นที่เสี่ยงต่อการก่อการร้ายในไทยมีหลายแห่งที่ทางการไทยต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษและวางมาตรการป้องกันเอาไว้ก่อน
ส่วนที่อิรักนั้น กลุ่มก่อการร้ายสาขาอัลกออิดะห์ประจำอิรักใช้มาตรการที่รุนแรงสังหารตัดหัวพรรคพวกเดียวกันที่ทำผิดกฎ ถึงขนาดขุดศพขึ้นมาตัดหัวและประจานไปทั่วเมือง ทำให้กลุ่มหัวรุนแรงสุหนี่ที่เป็นพันธมิตรทนไม่ไหว จึงขอแยกตัวเพราะรับไม่ไหวกับพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้นาย โอซามา บิน ลาเดน หัวหน้าขบวนการก่อการร้ายอัลกออิดะห์ที่โด่งดังไปทั่วโลก และหายเงียบไปนานต้องรีบออกมาพูดผ่านเทปเรียกร้องให้พันธมิตรก่อการร้ายในอิรักสามัคคีกัน เนื่องจากรู้ดีว่าหากไม่รีบออกมาปรามไว้ก่อน พันธมิตรของตนในอิรักจะต้องสู้รบกันเองแน่ๆ
พฤติกรรมที่โหดร้ายทารุณผิดมนุษย์ของกลุ่มก่อการร้ายไม่ว่าที่ใดในโลก เป็นสิ่งที่คนทั่วโลกรับไม่ได้ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดก็ตาม เช่นเดียวกับคนไทยรับไม่ได้กับการเที่ยวไล่ฆ่าฟันคนเหมือนผักปลา ไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา ผู้ชาย ผู้หญิง เด็กเล็กและคนแก่ พระสงฆ์ โต๊ะอิหม่าม ครู อนามัย ฯลฯ ของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ของไทย ดังนั้น เราต้องช่วยกันกระจายความโหดร้ายไร้มนุษยธรรมของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ไปให้โลกได้รับรู้ด้วย เพื่อช่วยกันประณามพฤติกรรมดังกล่าว
ส่วนที่ปากีสถานมีการวางระเบิดในขบวนต้อนรับการกลับมาของนางเบนาซีร์ บุตโต อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นอำนาจ และเจอข้อหาคอร์รัปชันหลายคดีจนต้องหนีไปอยู่เมืองนอก ทำให้มีคนตายกว่า 300 คน และบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน ท่านลองคิดดูก็แล้วกันว่าระเบิดครั้งนี้จะรุนแรงขนาดไหน หลายฝ่ายรวมทั้งตัวนางเบนาซีร์เองวิเคราะห์ว่าเป็นความพยายามลอบทำร้ายนางโดยตรง จนเกิดความวิตกว่าในช่วงเวลาหาเสียง นางอาจไม่รอดจากความพยายามลอบสังหารอีกก็ได้
ก่อนหน้านี้ เคยมีอดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่ลี้ภัยไปต่างประเทศและเดินทางกลับบ้าน พอย่างเท้าเหยียบแผ่นดินเกิด ก็ถูกฆ่าตายอย่างอุกอาจ และคนฆ่าก็ถูกฆ่าปิดปากโดยทันที นางเบนาซีร์เป็นกรณีที่สองแต่ยังไม่ตายวันนี้ ไม่ทราบว่าใครจะเป็นกรณีที่สาม
ความมั่นคงของไทยอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ดังนั้น การศึกษาปัญหาความมั่นคงของชาติจึงหนีไม่พ้นที่จะต้องเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นนอกประเทศด้วย เพราะไม่เคยมีปัญหาความมั่นคงใดที่อยู่ในตัวมันเองอย่างโดดๆ แต่จะเกี่ยวข้องกันเสมอทั้งในและนอกประเทศ (อาทิตย์ 4 พฤศจิกายน 2550)
|
|
|
|