|
|
|
อิหร่านเจตนาพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จริงหรือ? |
|
|
|
ผมไม่ได้เขียนถึงอิหร่านเสียนาน เพราะมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจกว่าเกิดขึ้นในหลายจุดของโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อไทยทั้งโดยตรงและอ้อม หรือเป็นสิ่งที่ไทยน่าศึกษาไว้เป็นบทเรียน จึงห่างเหินอิหร่านไปบ้าง แต่วันนี้ต้องเขียนถึงอิหร่าน เพราะมี ข้อมูลใหม่ จากสหรัฐ ซึ่งเป็นหัวหอกในการเล่นงานอิหร่านที่พยายามจะเข็นมติสหประชาชาติออกมาอีกครั้งให้ได้ เพื่อให้มีการแซงชั่นอิหร่านรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี
ข้อมูลใหม่ที่ว่านั้นคืออะไร ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐสรุปประเด็นสำคัญว่า กองทัพอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ภายใต้การสั่งการจากรัฐบาลจนถึงฤดูใบไม้ร่วงปี 2546 หลังจากนั้นได้แขวนโครงการไว้หลายปี จนกระทั่งถึงกลางปี 2550 ยังไม่พบว่าอิหร่านได้รื้อฟื้นโครงการดังกล่าวขึ้นมาอีก แต่ก็ยอมรับว่าไม่รู้ว่าอิหร่านยังมีเจตจำนงที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อีกหรือไม่ เชื่อว่าขณะนี้อิหร่านยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ คาดว่าการที่รัฐบาลอิหร่านแขวนโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ไว้ก่อนน่าจะมาจากการกดดันจากนานาชาติ
อย่างไรก็ดี อิหร่านอาจพิจารณานำเข้าวัสดุที่นำมาใช้ผลิต แต่ยังไม่มากพอที่จะผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ ถ้าอิหร่านต้องการเดินหน้าโครงการต่อไปก็ต้องหาทางนำเข้าวัสดุมาเพิ่มขึ้น หรือต้องผลิตขึ้นในประเทศ ซึ่งขณะนี้อิหร่านยังเดินหน้าเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมต่อไป แต่จะทำได้มากพอที่จะผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่างเร็วก็ปลายปี 2558 อย่างไรก็ดี ถ้าอิหร่านมีเจตจำนงแน่วแน่จะผลิตอาวุธนิวเคลียร์ก็สามารถทำได้ เพราะอิหร่านมีขีดความสามารถสูงพอ แต่กว่าจะทำได้ก็คงไม่เร็วกว่าปี 2558
รายงานปี 2550 แตกต่างจากรายงานปี 2548 ที่ยืนยันว่าอิหร่านยังเดินหน้าโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป
ชาวอเมริกันหลายคนเป็นห่วงว่าข่าวกรองของสหรัฐเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอาจผิดพลาดดังเช่นที่เคยรายงานพลาดมาแล้วที่ว่าอิรักมีอาวุธนิวเคลียร์ จนทำให้ผู้บริหารตัดสินใจส่งทหารบุกเข้าไปในอิรัก และถอนตัวจากหล่มของอิรักยังไม่ขึ้นจนถึงขณะนี้ ประชาชนอเมริกันเกรงว่าประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช จะตัดสินใจผิดพลาดเป็นครั้งที่สองบนข้อมูลที่ผิดพลาด บางคนวิจารณ์ว่าวันนี้หน่วยข่าวกรองอเมริกันบอกว่าอิหร่านยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่วันหนึ่งในอนาคตอาจรายงานว่าอิหร่านยังมีโครงการอาวุธนิวเคลียร์อีก แล้วจะเชื่อใครกันดี
เราลองมาศึกษาระบบการประเมินข่าวกรองของสหรัฐดูบ้างว่ารายงานประมาณการข่าวกรองเช่นว่านี้มีกระบวนการผลิตอย่างไร สหรัฐได้ตั้ง สภาข่าวกรองแห่งชาติ หรือเอ็นไอซี ขึ้นมาเมื่อปี 2513 เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างองค์การข่าวกรองกับผู้กำหนดนโยบาย โดยสภาข่าวกรองแห่งชาติจะทำหน้าที่พิจารณารายงานประมาณการข่าวกรองแห่งชาติที่จัดทำโดย คณะกรรมการข่าวกรองแห่งชาติ (เอ็นไอบี) ที่มีผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ (ดีเอ็นไอ) หัวหน้าประชาคมข่าวกรองทั้งหมดของสหรัฐเป็นประธาน เสนอและให้ข้อแนะนำต่อประธานาธิบดี ผู้นำรัฐสภา และผู้นำกองทัพ เพื่อการตัดสินใจ
รายงานประมาณการข่าวกรองแห่งชาติ (เอ็นไออี) เป็นรายงานวิเคราะห์ปัญหาความมั่นคงของชาติโดยผู้เชี่ยวชาญจากในและนอกประชาคมข่าวกรองสหรัฐ โดยมีผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติเป็นประธาน เพื่อช่วยผู้นำในการตัดสินใจกำหนดนโยบายปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ แต่หัวใจของรายงานประเภทนี้คือ การ ทำนาย หรือ คาดเดา ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ เช่น ในกรณีอิหร่านจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่าอะไรคือเจตจำนงของอิหร่านในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ มีปัจจัยภายในและภายนอกอะไรบ้างที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ อิหร่านมีทางเลือกอะไรบ้าง เป็นต้น
ในการเขียนแนวโน้มของสถานการณ์ ผู้เชี่ยวชาญจะไม่ฟันธงลงไปว่าใช่หรือไม่ใช่ เกิดหรือไม่เกิด แต่เขามีวิธีการให้ น้ำหนัก ของแนวโน้มสถานการณ์ ถ้าเขาคิดว่าไม่ใช่จะใช้คำว่าห่างไกลจากความเป็นไปได้ (Remote) รองลงมาคือ แทบจะเป็นไปไม่ได้ (Very unlikely) เป็นไปไม่ได้ (Unlikely) มีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นเท่าๆกัน (Even chance) อาจเกิดขึ้นได้ (Probably) หรืออาจเป็นไปได้ (Likely) เป็นไปได้มาก (Very likely) และเกือบจะเชื่อได้ว่าเกิดขึ้นแน่ (Almost certainly)
ในรายงานประมาณการดังกล่าวพบว่าแต่ละย่อหน้าจะเริ่มต้นด้วยการให้น้ำหนักความเชื่อมั่นต่อการวิเคราะห์ข้อมูลในแต่ละภาคส่วน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับคือ เชื่อมั่นสูง (High Confidence) แสดงว่าได้ข่าวกรองที่มีคุณภาพสูง ทำให้การประมาณการมีโอกาสถูกต้องสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าหากผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติบอกว่ามีความเชื่อมั่นสูงแล้วการประมาณการจะไม่ผิดเลยนั้นก็ไม่จริง ลำดับที่สูงคือ เชื่อมั่นระดับกลาง (Moderate Confidence) และ เชื่อมั่นระดับต่ำ (Low Confidence) เพราะข้อมูลที่ได้มายังมีคำถามอีกมากมาย ดังนั้น ในรายงานฉบับหนึ่งความเชื่อมั่นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละย่อหน้า
คนที่อยู่ในวงการข่าวกรองที่ทำงานด้านวิเคราะห์วิจัยการประมาณการข่าวกรอง คงชินกับคำเหล่านี้เป็นอย่างดี แต่ขอเอามาเขียนอีกครั้งเพื่อเตือนความจำ
รายงานประมาณการข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฉบับปี 2550 ข้างต้นนั้น ขึ้นอยู่กับท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่ คนอเมริกันบางคนคิดว่าประธานาธิบดีบุชน่าจะรู้ข้อมูลดีอยู่แล้ว แต่ใช้ข้อมูลนี้เพื่อหาเสียงทางการเมืองมากกว่า (ศุกร์ 7 ธันวาคม 2550)
|
|
|
|