|
|
|
สังคมโลกกดดันรัฐบาลมูชาร์ราฟ |
|
|
|
สถานการณ์ภายในแต่ละประเทศไม่ได้มีผลเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่หนีไม่พ้นที่จะเกี่ยวข้องกับต่างประเทศด้วย ปัจจุบันรัฐบาลปากีสถานกำลังถูกกดดันจากสังคมโลก นายบัน คี-มูน เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมหลังประกาศภาวะฉุกเฉินทั้งหมด อังกฤษเรียกร้องให้ปากีสถานกลับไปสู่การปกครองของพลเรือน เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรกที่ตัดความช่วยเหลือแก่ปากีสถาน ส่วนสหภาพยุโรปแถลงว่าประเทศสมาชิกกำลังพิจารณาดำเนินมาตรการขั้นต่อไป
ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐ เรียกร้องให้ประธานาธิบดีเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ สละตำแหน่ง ผบ.ทบ. และให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด ส่วน ดร.คอนโดลีซซ่า ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศ บอกว่า ท่าทีของสหรัฐชัดเจนที่จะไม่สนับสนุนมาตรการพิเศษนอกเหนือรัฐธรรมนูญ เพราะมาตรการดังกล่าวจะทำให้ปากีสถานเดินห่างออกจากเส้นทางประชาธิปไตยและการปกครองโดยพลเรือนไปทุกที
ท่าทีของอังกฤษแสดงผ่านทางนายเดวิด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ที่บอกว่า มิตรประเทศของปากีสถานมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในปากีสถานขณะนี้ อังกฤษตระหนักดีถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงและสันติภาพที่ปากีสถานเผชิญอยู่ แต่อนาคตของปากีสถานขึ้นอยู่กับพลังแห่งประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม เพื่อให้บรรลุซึ่งเสถียรภาพ การพัฒนา และการต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย การเมืองในปากีสถานขณะนี้จะทำให้ปากีสถานห่างจากเป้าหมายข้างต้น รัฐบาลปากีสถานควรดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ จัดให้มีการเลือกตั้งที่เสรี ยุติธรรม ตามกำหนดเดิม
สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของปากีสถาน ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย จีน และอัฟกานิสถาน ต่างระมัดระวังถ้อยคำที่จะไม่วิจารณ์การเมืองภายในปากีสถาน และไม่ได้เรียกร้องหรือกดดันเป็นพิเศษเช่นชาติตะวันตก รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียได้พูดแบบกลางๆ โดยกล่าวแสดงความเสียใจต่อความยุ่งยากที่ปากีสถานกำลังเผชิญอยู่ แต่เชื่อมั่นว่าปากีสถานจะผ่านช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านไปสู่ความมีเสถียรภาพและประชาธิปไตยต่อไปได้ และความสงบสุขจะกลับคืนมาในเร็ววันนี้ เช่นเดียวกับโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนที่แสดงความกังวลต่อความเปลี่ยนแปลงในปากีสถาน และแสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลและประชาชนปากีสถานสามารถที่จะแก้ไขปัญหาของตนได้ ส่วนโฆษกของประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน เพื่อนบ้านทางด้านเหนือ แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ในปากีสถานเช่นกัน แต่ยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังดีมากเช่นเดิม
ประเทศที่อึดอัดใจที่สุดคงหนีไม่พ้นสหรัฐ เพราะด้านหนึ่งไม่ค่อยพอใจต่อการกระทำของประธานาธิบดีมูชาร์ราฟ ซึ่งเท่ากับเป็นการปฏิวัติรัฐประหาร แม้ไม่ใช่เป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนก็ตาม เพราะการประกาศภาวะฉุกเฉินและจับกุมคนที่ออกมาต่อต้าน โดยเฉพาะการเลิกรัฐธรรมนูญเป็นการชั่วคราว การปลดหัวหน้าฝ่ายตุลาการ ล้วนขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่สหรัฐพยายามแสดงบทบาทว่าเป็นแชมเปี้ยนประชาธิปไตยของโลก และพยายามส่งออกประชาธิปไตยไปทั่วโลก แต่อีกด้านหนึ่งสหรัฐยังต้องการความช่วยเหลือจากประธานาธิบดีมูชาร์ราฟในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ของ นายอุซามะห์ บิน ลาดิน ซึ่งถือว่าเป็นศัตรูตัวสำคัญของสหรัฐ และกลุ่มตอลิบานที่ให้การหนุนช่วยอัลกออิดะห์ตลอดมา แม้ว่าสิ่งที่มูชาร์ราฟช่วยเหลือสหรัฐในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายที่หลบซ่อนตัวอยู่บริเวณชายแดนปากีสถานยังไม่ค่อยถึงใจนัก แต่สหรัฐยังมองว่ามูชาร์ราฟซึ่งเป็นทหารและสั่งทหารด้วยกันได้ยังเป็นพันธมิตรที่ช่วยเหลือสหรัฐในเรื่องนี้ด้วยดี อีกทั้งยังไม่แน่ใจว่าหากมีการเปลี่ยนผู้นำปากีสถาน ผู้นำคนใหม่จะให้ความร่วมมือได้ดีเท่ากับมูชาร์ราฟ เนื่องจากผู้นำพลเรือนอาจสั่งการทหารไม่ได้มากเท่ากับผู้นำทหาร
เป็นที่น่าสังเกตว่าถ้าประเทศอื่นทำเช่นนี้ ซึ่งคล้ายกับการปฏิวัติรัฐประหาร สหรัฐจะออกมาโวยวายและประกาศตัดความช่วยเหลือทางการทหารทันที แต่กรณีนี้สหรัฐไม่ได้ประกาศตัดความช่วยเหลือทางทหารต่อปากีสถานแต่อย่างใด เพียงแต่เรียกร้องในสิ่งที่มูชาร์ราฟทำได้ง่าย เช่น ให้มูชาร์ราฟสละตำแหน่ง ผบ.ทบ. หลังปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว และให้มีการเลือกตั้งตามกำหนด ซึ่งมูชาร์ราฟเคยพูดมาก่อนแล้วว่าจะสละตำแหน่ง ผบ.ทบ. โดยจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเดียว และจะจัดให้มีการเลือกตั้งตามกำหนด (บนเงื่อนไขที่ว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด ไม่มีคนออกมาลุกฮือต่อต้านอีก)
มูชาร์ราฟเปรียบเสมือน ม้าแข่ง ที่สหรัฐมองว่าเป็นตัวที่น่าเล่นพนันมากที่สุดในขณะนี้ แม้จะทำอะไรที่ขัดหลักการประชาธิปไตยไม่น้อย แต่สหรัฐมองว่ามูชาร์ราฟยังเป็นปัจจัยเดียวที่สามารถควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดการจลาจลในปากีสถานได้ และมูชาร์ราฟยังช่วยเหลือสหรัฐปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายและมุสลิมหัวรุนแรงในประเทศ สนับสนุนการสู้รบของสหรัฐและพันธมิตรในอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นผลประโยชน์สำคัญของสหรัฐ บุชก็พร้อมที่จะสนับสนุนมูชาร์ราฟต่อไปจนกว่าจะหาม้าตัวใหม่มาแทนได้
เราศึกษาสถานการณ์ในปากีสถานเพื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย เมื่อทหารไทยยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน แม้แสดงเหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมเนื่องจากมีการทุจริตคอร์รัปชันกันอย่างมโหฬาร ฯลฯ ( คล้ายกับข้ออ้างของฝ่ายทหารปากีสถานที่เคยยึดอำนาจมาแล้วเมื่อปี 2542 และคราวนี้ยิ่งทำหนักกว่าไทยเข้าไปอีก) ยังถูกกดดันจากสังคมโลกไม่แพ้ปากีสถานขณะนี้ เพราะฝรั่งไม่เข้าใจหรือไม่พยายามเข้าใจเหตุผลและความจำเป็นที่แต่ละประเทศมีไม่เหมือนกัน แต่จะดูอย่างเดียวว่าใครก็ตามที่ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะซื้อเสียงมา หรือทุจริตคอร์รัปชันแบบโคตรโกงและโกงทั้งโคตร หรือใช้อำนาจในทางที่ผิดกระทบต่อเสรีภาพของประชาชน ฯลฯ ผู้นั้นจะถูกประณามทันที ด้วยเหตุนี้ฝ่ายทหารจึงพยายามไม่กระทำการใดๆที่กระทบต่อเสรีภาพของประชาชน ซึ่งผิดกับการปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้ง รัฐบาลพยายามจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุดเพื่อให้มีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อลดกระแสกดดันจากสังคมโลก
ขอย้ำอีกทีว่าไม่มีปัญหาใดที่อยู่ได้โดยตัวของมันเองแบบโดดๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภายในหรือภายนอกประเทศ แต่มันส่งผลกระทบชิ่งกันไปมาเสมอ ความมั่นคงของประเทศอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเกี่ยวข้องกับต่างประเทศเสมอ เพราะฉะนั้นทุกรัฐบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงปฏิกิริยาจากภายนอกไม่มากก็น้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เอาต่างประเทศเป็นปัจจัยตัดสินความมั่นคงของประเทศ เพราะปัจจัยสำคัญที่สุดยังเป็นเรื่องในประเทศเป็นหลักเสมอ (พฤหัสบดี 8 พฤศจิกายน 2550)
|
|
|
|