วิเคราะห์ข่าว
โลกร้อน-ภัยคุกคามโลกที่มองไม่เห็นตัว
ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนทั่วโลกรู้จักดีกำลังคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่มาจากทุกสารทิศของโลกที่มาร่วมประชุมว่าด้วยโลกร้อน คาดกันว่าจะมีคนมาเพื่อการนี้ประมาณ 12,000 คน นอกจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมทั้งทางตรงและทางอ้อมจาก 180 ประเทศแล้ว ยังมีผู้สื่อข่าวจากทุกแขนงทั่วโลกมาร่วมทำข่าวด้วยขณะเดียวกันมีการชุมนุมเดินขบวนใน 40 เมืองทั่วโลกเรียกร้องให้ที่ประชุมมีข้อมติและหนทางปฏิบัติที่ทำได้อย่างจริงจังเพื่อหาทางลดปัญหาโลกร้อนที่ชักจะรุนแรงขึ้นทุกที โดยเฉพาะการหาสัญญาใหม่มาทดแทนพิธีสารเกียวโตที่จะหมดอายุ ในปี 2555
แม้ว่ามีการประชุมระหว่างประเทศที่เกียวโตและตกลงกันทำ “พิธีสารเกียวโต” เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน โดยประเทศที่เข้าประชุมเกือบทั้งหมดได้ลงนามและให้สัตยาบัน แต่ประเทศยักษ์ใหญ่เช่นสหรัฐที่ปล่อยก๊าซพิษสู่โลก หรือเป็นตัวการสำคัญที่มีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้นกลับปฏิเสธไม่ยอมให้สัตยาบันพิธีสารดังกล่าว ทำให้ผู้ช่วยนายอำเภอ เช่น ออสเตรเลีย ต้องทำตามลูกพี่ใหญ่ไปด้วย อย่างไรก็ดี ระยะห้าปีที่ผ่านมา โลกเริ่มให้ความสนใจต่อปัญหาโลกร้อนมากขึ้นทุกทีโดยเฉพาะหลังจากที่อดีตรองประธานนาธิบดีสหรัฐ นายอัล กอร์ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ไปทั่วโลกเพื่อให้ความรู้และให้คนตระหนักถึงภาวะโลกร้อน
ประเทศใหญ่เล็ก ประเทศร่ำรวยและยากจน ประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกต้องมีส่วนรับผิดชอบในการทำให้บรรยากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไปโดยร้อนขึ้นจะมีใครบ้างที่ทราบว่าประเทศไหนในโลกที่เป็นตัวการสำคัญในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซพิษสู่ชั้นบรรยากาศโลกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ซึ่งเชื่อว่าส่งผลกระทบทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติในโลกเพิ่มขึ้น
สถิติปี 2547 (เท่าที่ค้นหาได้) ระบุว่า แต่ละปีมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกประมาณ 27,245.758 ล้านเมตริกตัน ประเทศที่ปล่อยก๊าซพิษสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุด 10 อันดับแรกของโลกคือ สหรัฐอเมริกา (22.2%) จีน (18.4%) สหภาพยุโรป (27 ประเทศรวมกัน) 11.4% แต่ถ้าคิดเป็นประเทศแล้วรัสเซียมาเป็นอันดับ 3 (5.6%) อินเดีย (4.9%) ญี่ปุ่น (4.6%) เยอรมนี (3.0%) แคนาดา (2.3%) สหราชอาณาจักร (2.2%) เกาหลีใต้ (1.7%) เท่ากับอิตาลี
ประเทศที่ปล่อยก๊าซพิษใน 10 อันดับแรกเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยทั้งสิ้น โดยมีประเทศในเอเซียรวมอยู่ด้วย 4 ประเทศคือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วดูน้อย แต่ถ้าคิดเป็นปริมาณของก๊าซพิษที่ปล่อยออกมาแล้วไม่น้อยเลย ใน 5 อันดับแรกนั้น แต่ละประเทศปล่อยก๊าซพิษปีละเกินกว่าล้านเมตริกตัน ส่วนอันดับ 5 – 10 ปล่อยก๊าซพิษปีละหลายแสนเมตริกตัน
ส่วนประเทศอุตสาหกรรมขนาดกลาง อาทิ ยูเครน อันดับ 12 แอฟริกาใต้ (13) ออสเตรเลีย (14) บราซิล (15) โปแลนด์ (17) อาร์เจนตินา (24) และเวเนซุเอลา (25) เป็นต้น ปล่อยก๊าซพิษอยู่ในลำดับต้นๆ เช่นกัน
สำหรับประเทศในอาเซียนนั้น ปรากฎว่าอินโดนีเซียมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่อยู่ในลำดับ 14 ของโลก รองลงมาเป็นไทย (22) มาเลเซีย (26) เวียดนาม (38) ฟิลิปปินส์ (43) สิงคโปร์ (59) พม่า (95) บรูไน (96) ลาว (151) กัมพูชา (172)
แม้จะเป็นประเทศพัฒนาแล้วแต่ปล่อยก๊าซพิษสู่ชั้นบรรยากาศโลกลำดับต้นๆ เช่น ญี่ปุ่น ยังกล้ารับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นโดยจัดให้มีการประชุมเพื่อบรรเทาปัญหาโลกร้อน จนมีผลให้เกิดพิธีสารเกียวโตขึ้นมาซึ่งผิดกับประเทศที่ปล่อยก๊าซพิษรายใหญ่ที่สุดของโลก เช่น สหรัฐ กลับปฏิเสธและไม่ยอมให้สัตยาบันพิธีสารเกียวโต เช่นเดียวกับออสเตรเลียที่ทำตามลูกพี่ ส่วนอินโดนีเซียซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมปีนี้ ปล่อยก๊าซพิษอยู่ในลำดับ 18 แม้เป็นประเทศกำลังพัฒนา แต่ก็แสดงความรับผิดชอบผิดกับออสเตรเลียซึ่งอยู่ในลำดับที่ 14 กลับไม่แสดงความรับผิดชอบ โดยเดินตามลูกพี่อเมริกัน จนกระทั่งมีการเปลี่ยนผู้นำคนใหม่ที่ออกมาเปลี่ยนนโยบายเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อโลกมากขึ้น
เป็นที่น่าสนใจว่า ประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่โตลำดับต้นๆ ของโลกมีแนวคิดเกี่ยวกับการบรรเทาปัญหาโลกร้อนแตกต่างกันส่วนใหญ่เช่นประเทศในยุโรปสนับสนุนโครงการนี้ แต่สหรัฐ ออสเตรเลีย แม้แต่จีนและอินเดีย ซึ่งอ้างว่าตนเองอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แต่เศรษฐกิจใหญ่โตอยู่ในลำดับต้นๆ ของโลก และปล่อยก๊าซพิษสู่โลกมากที่สุดในลำดับต้นๆ กลับบ่ายเบี่ยงที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง คล้ายกับสหรัฐและออสเตรเลีย จึงทำให้หลายคนสงสัยว่าต่อไปประเทศเหล่านี้จะมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบปัญหาอื่นของโลกอย่างที่คุยไว้หรือไม่
สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ปล่อยก๊าซพิษสู่บรรยากาศของโลกปีละเพียงร้อยละ 1 หรือต่ำกว่า แต่ถ้าเอาจำนวนก๊าซพิษที่ประเทศเหล่านี้ปล่อยมารวมกันแล้วถือว่ามีจำนวนไม่น้อยทีเดียว ดังนั้น ทุกประเทศจึงต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อหาทางลดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้นทุกที โดยเชื่อว่าเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน แต่ประเทศร่ำรวยที่ปล่อยก๊าซพิษมากกว่าคนอื่นต้องเป็นผู้นำ ส่วนประเทศจีน อินเดีย บราซิล ต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะแสดงความรับผิดชอบมากขึ้น
เพราะเป้าที่ตั้งไว้ภายใต้พิธีสารเกียวโตนั้นยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรบางประเทศเอาจริงเอาจัง แต่มีอีกหลายประเทศที่เป็นต้นตอปัญหากลับแสดงท่าทีบ่ายเบี่ยง ทั้งที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างกว้างขวางทั่วโลกประเทศที่ปล่อยก๊าซพิษน้อยก็ได้รับผลกระทบมากเท่ากับประเทศที่ปล่อยก๊าซพิษมาก(อังคารที่ 11 ธันวาคม 2550)