|
|
|
การทูตท่อก๊าซ |
|
|
|
ในขณะที่ยังมีความวุ่นวายในพม่าจากการที่พระสงฆ์และประชาชนออกมาประท้วง และทางการส่งทหารเข้าสลายม็อบโดยใช้ความรุนแรง มีข่าวจากรัฐบาลอินเดียว่า บรรษัทสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอินเดีย จะลงนามในข้อตกลงระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลเข้าไปลงทุน100 % สำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งรัฐอารากันของพม่ารวม 3 แห่งด้วยกัน โดยก่อนหน้านี้ อินเดียมีหุ้นอยู่ 20% ของ 2 พื้นที่สำรวจนอกชายฝั่งพม่าซึ่งดำเนินการโดยบริษัทของเกาหลีใต้ที่มีหุ้นอยู่ 70%
อินเดียมีความต้องการก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองการเติบโตทางเศรษฐกิจ อินเดียผลิตก๊าซธรรมชาติได้ประมาณ 90 ล้านคิวบิคเมตรต่อวัน ในขณะที่บริโภควันละ 120 ล้านคิวบิคเมตร และจะเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต รัฐบาลอินเดียประเมินว่า ในปี 2563 อินเดียต้องใช้ก๊าซธรรมชาติถึงวันละ 400 ล้านคิวบิคเมตร ซึ่งผลผลิตในประเทศมีไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมากในแต่ละปี รัฐบาลอินเดียได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์หันมาเน้นการสำรวจขุดเจาะก๊าซธรรมชาติทั้งบนบนและนอกชายฝั่งอินเดียเพิ่มขึ้น เพราะก๊าซธรรมชาติจะเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของอินเดีย แม้ว่าอินเดียมีแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่รัฐตรีปุระ และได้พบแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ในรัฐอัสสัม และอรุณาจันทร์ประเทศ แต่ก็ยังไม่พอ ต้องหาทางนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน
พม่าซึ่งเป็นเพื่อนบ้านทางตะวันออกของอินเดีย มีแหล่งก๊าซธรรมชาติสำรองมากมาย ล่าสุด บรรษัทสำรวจขุดเขาะของเกาหลีใต้เพิ่งพบก๊าซธรรมชาติสำรองในแหล่ง Shwe อ่าวเบงกอล ซึ่งคาดว่าจะมีหลายล้านคิวบิคเมตรทีเดียว
อินเดียมีแผนการสร้างท่อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในทะเลอันดามันขึ้นบก ผ่านรัฐอารากัน หรือระไข่ หรือยะไข่ในพม่า ผ่านรัฐไมโซรัม และตรีปุระในอินเดีย ก่อนข้ามบังคลาเทศไปยังเมืองกัลกัตตา โดยเป็นความร่วมมือระหว่างอินเดีย พม่า บังคลาเทศ ท่อก๊าซนี้มีความยาวประมาณ 1,400ก.ม. มูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างหลักประกันความมั่นคงด้านพลังงานแก่อินเดียในอนาคต โดยอินเดียให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่พม่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเสนอที่จะสร้างโรงไฟฟ้าให้พม่า
พม่ามีจุดแข็งประการหนึ่งคือ ประเทศเพื่อนบ้านต้องการทรัพยากรธรรมชาติจากพม่าซึ่งพม่ามีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในทะเล และบนบก สินแร่ ไม้ โดยเฉพาะจีน อินเดีย ไทยต่างต้องการก๊าซธรรมชาติในทะเลจากพม่าเพื่อตอบสนองการพัฒนาเศรษฐกิจของตน จีนเองมีแผนการสร้างท่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากทะเลอันดามันขึ้นบนผ่านตะวันออกเฉียงเหนือของพม่าเข้าจีน เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเวลาหากต้องนำผ่านช่องแคบมะละกา อ้อมสิงคโปร์ แหลมญวน ไปยังมณทลชายฝั่งในทะเลจีนใต้ จีนช่วยสร้างท่าเรือน้ำลึกบนฝั่งทะเลของพม่าในทะเลอันดามัน ซึ่งใช้เป็นจุดขนส่งสำคัญของจีนเข้า - ออกแอฟริกาและยุโรป
ผู้นำทหารพม่าพร้อมที่จะขายทรัพยากรธรรมชาติของตนให้กับประเทศที่ประมูลและให้ราคาสูงกว่าเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในประเทศ โดยเฉพาะในโครงการสร้างเมืองหลวงใหม่ที่เนปิดอ ซึ่งน่าจะเป็นการมองจากมุมมองด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แต่ก็หนีไม่พ้นว่าจะต้องมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างไม่มากก็น้อย
พม่ามีผลประโยชน์กับจีนและอินเดีย ในขณะที่สองประเทศยักษ์ใหญ่ต่างก็มีผลประโยชน์และแข่งกันในพม่าโดยการให้ความช่วยเหลือทั้งด้านพลเรือนและทหาร แต่จีนมี สิทธิยับยั้ง ในคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ซึ่งใช้สิทธิวีโตช่วยพม่าหลายครั้ง ดังนั้น จีนจึงได้เปรียบอินเดีย อย่างไรก็ดี ทั้งอินเดียและจีนจะไม่ก่อกวนหรือบ่อนทำลายรัฐบาลพม่าตราบใดที่สองประเทศสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรด้านพลังงานในพม่าได้เท่ากัน
ด้วยเหตุนี้ การหวังว่าจะขอให้อินเดียและจีนช่วยกดดันรัฐบาลทหารพม่าให้มีการปฏิรูปประชาธิปไตย หยุดการละเมิดสิทธิมนุษยชน หยุดการปราบปรามประชาชนและพระสงฆ์ ฯลฯ คงเป็นไปได้ยาก จนถึงขณะนี้ ผู้นำจีนเพียงแต่พูดว่า รัฐบาลจีนมีความห่วงกังวลสถานการณ์ในพม่า และเรียกร้องให้ผู้นำอดทน ยับยั้งชั่งใจ และหาทางแก้ปัญหาโดยสันติวิธี
อย่าลืมว่า จีนเองก็ใช้กำลังเข้าปราบปรามการชุมนุมประท้วงในจีนเช่นกัน
|
|
|
|